keyboard_arrow_right
Uncategorized
Uncategorized

รีวิว The Bridge Curse คำสาปสะพานเฮี้ยน : ผีระเบิดส้วม

รีวิว The Bridge Curse คำสาปสะพานเฮี้ยน : ผีระเบิดส้วม

รีวิวคำสาปสะพานเฮี้ยน : ผีระเบิดส้วม คำสาปสะพานเฮี้ยน The Bridge Curse หนังผีสัญชาติไต้หวันที่ประสบความสำเร็จในบ้านเกิดอย่างมาก เพราะเข้าฉายหลังจากที่สถานการณ์โควิดในประเทศตัวเองคลี่คลายแต่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะลงสตรีมมิ่ง Netflix อย่างรวดเร็วและติดอันดับหนังยอดนิยมช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนบ้านเราชื่นชอบหนังแนวชวนหัวลุกกันเป็นทุนเดิม The Bridge Curse บอกเล่าเรื่องราวของตำนานสยองขวัญประจำมหาวิทยาลัยในไต้หวันที่ว่าด้วยบันไดอาถรรพ์ที่ทอดยาวที่สู่เนินเขาในป่า ในทุกเวลาเที่ยงคืนเชื่อกันว่าจะมีบันไดขั้นที่ 14 เพิ่มขึ้นมาอย่างปริศนาและถ้าหากใครหันหลังกลับไปมองที่ตีนสะพาน ก็จะต้องมีอันเป็นไปอย่างปริศนา

แน่นอนว่าเริ่มราวจะต้องดำเนินด้วยการที่มีนักศึกษาแก่นเซี้ยวที่เกิดอยากจะลองดี ท้าทายความเชื่อด้วยการจัดกิจกรรมพิสูจน์อาถรรพ์ดังกล่าว ไม่ทันไรเรื่องชวนขวัญผวาก็เกิดขึ้นทันทีเมื่อเก้าอี้ที่พวกเขาวางไว้เฉยๆก็เกิดขยับได้ ก่อนที่บรรดานักศึกษากลุ่มนี้จะหนีเตลิดกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทาง

ว่ากันตามตรงตัวหนังเรียกได้ว่าเดินตามสูตรสำเร็จตามหนังวัยรุ่นหนีผี ตามแบบฉบับค่ายหนังไทยบ้านเราอย่างไฟว์สตาร์สร้างเป็นประจำ ส่วนคุณนายผีผมยาวที่ตามจองล้างจองผลาญเหล่านักศึกษาก็ดูหมกมุ่นกับการสิงและหลอกบรรดาผู้เคราะห์ร้ายในห้องส้วมเน่าๆอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อชายหนุ่มที่ถูกหลอกระหว่างนั่งเบ่งขี้! (เป็นการหลอกหลอนที่โหดร้ายเอาซะเหลือเกิน) น้องผู้หญิงผมสั้นที่บ้าถ่ายคลิปไม่เข้าเรื่องเข้าราวจนงานเข้า รู้ตัวอีกทีผีก็แทบจะกระชากหัวไปกิน!

แม้เราจะเข้าใจดีว่าหนังจะพยายามเชื่อมโยงวิธีการหลอกหลอนเข้ากับสาเหตุการตายของผีร้ายที่ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำเป็นหลัก ซึ่งวิธีการครีเอทแต่ละฉากสำหรับเราดูไม่ค่อยจะน่ากลัวแต่ออกไปในโทนตลกเอาซะมากกว่า แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจตรรกะในการเอาชีวิตรอดของตัวละครที่เวลาสถานการณ์คับขัน พวกเขาก็จะดูเป็นห่วงพะวงสาละวนอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากกว่าจะวิ่งหนี หรือจริงๆหนังต้องการสะท้อนอุปนิสัยของวัยรุ่นในยุคปัจจุบันที่เสพย์ติดสมาร์ทโฟนก็มีความเป็นไปได้อีกเช่นกัน

ท้ายที่สุดเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและเฉลยปม ปริศนา ผ่านการสืบสวนคดีของนักข่าวสาว (ที่ดำเนินอยู่ในช่วงเวลาคู่ขนาน) สิ่งที่อยู่ในคำอธิบายก็ดูไม่เข้าท่าเข้าที และความพยายามที่จะเชื่อมโยงเส้นเวลาในแต่ละปีเช่นปี 2012 2016 และ 2020 ก็ดูเลอะเทอะและไม่ช่วยให้เราเข้าใจความอาถรรพ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย หรือความเป็นจริงอาจจะเป็นเป้าประสงค์ของตัวผู้กำกับที่ตั้งใจอยากจะเฉลยปมเหล่านี้กับภาคต่อที่จะตามมาในอนาคตก็เป็นได้

Uncategorized

I’m Thinking of Ending Things: อวดฉลาดแต่ยังมีหัวใจ

I’m Thinking of Ending Things: อวดฉลาดแต่ยังมีหัวใจ

นี่น่าจะเป็นหนังที่พูดถึง เขียนถึง รีวิวถึง ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง I’m Thinking of Ending Things หนัง Netflix เรื่องนี้เล่นเอาเสียงแตก บ้างบ่นว่าเบื่อเซ็ง บ้างว่าอ่อนโยนซึ้งใจ บ้างว่าซับซ้อนกว่า Tenet ที่แน่ๆ คือ นี่เป็นหนังที่ปั่นหัวคนดู แยกร่างตัวละคร บิดผันเวลาและความทรงจำ ไม่ประนีประนอมในการเขียนบท และปะปนกระแสสำนึกของศิลปินผู้สร้างเข้าตัวละครของเขา ว่าง่ายๆ คือไม่เอาใจคนดูกันเลย

ผู้เขียนเชื่อว่า I’m Thinking of Ending Things จะเป็นหนังที่ติดอันดับหนึ่งในหนังยอดเยี่ยมแห่งปีของแทบทุกสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย (และเห็นด้วยเต็มที่)

ผู้กำกับและคนเขียนบทคือ ชาร์ลี คอฟแมน ชื่อนี่การันตีรอยหยักในสมองว่ามากมายมหาศาล คอฟแมนคือมือขียนบทที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด ด้วยหนังที่สร้างนวัตกรรมในการพาเรา “เข้าไปอยู่ในหัวของตัวละคร” หรือสร้าง “หนังที่สำนึกรู้ตัวว่าเป็นหนัง” ทั้ง Being John Malkovich, Adaptation และที่แฟนๆ ยังจำได้ดี Eternal Sunshine of the Spotless Mind ในฐานะผู้กำกับ คอฟแมนยิ่งไม่รามือในการสร้างโลกและโครงสร้างการเล่าเรื่องอันประหลาด ทั้งใน Synecdoche New York, Anomalisa และล่าสุด I’m Thinking of Ending Things

ส่วนตัวแล้ว ผู้เขียน ชอบสไตล์และความว้าวุ่นของบทของหนังคอฟแมน ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจรายละเอียดทุกอย่างก็ตาม ทั้งนี้เพราะไม่ว่าหนังของคอฟแมนจะซับซ้อนและตีลังกาสมองกลับหลายตลบเท่าใด (ท่านว่านี่คือ post modern แต่เอาเถอะ ไม่ต้องไปศัพท์แสงมากเกินงาม) แต่หนังของเขาล้วนว่าด้วยตัวละครที่มักต้องจัดการกับความล้มเหลวบางอย่างในชีวิต ความรู้สึกว่าไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ ไม่ฉลาดพอ ไม่รักพอ ไม่พยายามพอ ไม่เด็ดขาดพอ ความรู้สึกแบบ “ฉันไม่ดีพอ” ในหนังของคอฟแมน มักจะเกิดขึ้นกับตัวละครชายที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับศิลปะ (เช่นคนเขียนบท หรือผู้กำกับ) และความรู้สึกนี้มักจะโยงใยไปพัวพันกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์กับผู้หญิง นำไปสู่ภาวะความโศกเศร้า และการที่เรารับรู้ถึงข้อจำกัดอันน่าหดหู่ของการเป็นมนุษย์ ทั้งในเชิงความคิดและความรู้สึก

ที่น่าสนใจที่สุดคือ คอฟแมนเป็นผู้กำกับและคนเขียนบทที่พยายามจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ ทั้งความคิด ความทรงจำ ความรู้สึก ออกมาในแบบที่เราคาดไม่ถึง เช่นใน Being John Malkovich เราสามารถเข้าไปอยู่ในสมองของจอห์น มัลโควิชได้จริงๆ (แบบเหมือนเข้าไปอยู่ในตึก ซึ่งตึกอยู่ในสมองคน อะไรแบบนั้น) ใน Adapatation นักเขียนที่กำลังกดดันเพราะไม่สามารถแปลงนิยายเป็นบทหนังได้ เขียนบทว่าด้วยความกดดันของตัวเองเป็นหนังเลย หรือ Synecdoche New York ผู้กำกับละครเวทีเฝ้ามองความล้มเหลวตลอดชีวิตของตัวเองที่จะสร้างละครเรื่องยิ่งใหญ่

ใน I’m Thinking of Ending Things คอฟแมนกำกับ และดัดแปลงบทจากนิยายชื่อเดียวกันของเอียน รีด (มีแปลเป็นไทยด้วย) และหากใครได้อ่านหนังสือ น่าจะพอจับต้นชนปลายได้ ถึงแม้ว่าคอฟแมนจะเล่นแร่แปรธาตุ ยอกย้อนและปรับโทนของหนังให้เป็นปริศนาภาพยนตร์ในแบบของเขาเอง เนื้อเรื่องในหนังเล่าได้จบภายในประโยคเดียว: หญิงสาวเดินทางด้วยรถไปกับแฟนหนุ่มที่ขับฝ่าพายุหิมะเพื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ของเขาที่บ้านนอก แต่ที่น่าตกใจ น่าฉงน และสุดท้ายฉุดอารมณ์เศร้าเหงา มาจากรายละเอียดอันแปลกประหลาด เช่นการที่ชายหนุ่มเหมือนจะอ่านใจแฟนของตนได้ หรือการที่พ่อแม่ของเขา กลายร่างเป็นคนหนุ่ม คนแก่ สลับไปมาอย่างไร้คำอธิบาย หรือการที่ฝ่ายหญิงพูดเปลี่ยนไปมาว่าตนเองกำลังเรียนอะไร หรือทำงานอะไร (ทั้งนักฟิสิกส์ นักกวี จิตรกร) ก่อนที่สุดท้าย การเดินทางกลับด้วยรถฝ่าพายุหิมะที่ยังไม่หยุด จะพาตัวละครหลักทั้งสองกลับไปยังโรงเรียนมัธยมเก่าของฝ่ายชาย ที่ซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำทับซ้อน

หนังเรื่องนี้พูดเยอะ พูดๆ ๆ ๆ กันตลอด แต่ละฉากก็ยาวจนหลายคนอาจจะหมดความอดทน แต่สำหรับผู้เขียน หนังฉลาดมากในการตัดต่อ การสร้างความประหลาดใจ การแสดงที่เข้มข้น เข้าขา ของสองดารานำ เจสซี่ บัคลี่ และเจสซี่ พลีมอนส์ ที่สำคัญคือ หนังอ้างอิงคำพูด ฉาก และความจำจากสินค้าทางวัฒนธรรมอื่นๆ ทั้งจากหนัง จากบทวิจารณ์หนัง จากมิวสิคัล จากหนังสือ บทกวี ฯลฯ ราวกับจะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดและพูด ล้วนมาจากคนอื่น มาจากสิ่งอื่นทังสิ้น ไม่มีใคร “เป็นตัวของตัวเอง” และตัวตนที่แท้จริงของเรานั้นอาจเป็นเพียงสิ่งว่างเปล่าที่รองรับความคิดที่ถาโถมเข้ามาใส่เรา

I’m Thinking of Ending Things อาจจะไม่ได้ถูกโฉลกกับคนดูทุกคน หนังเรียกร้องให้คนดูต้องคิดตาม ต้องค่อยๆ ละเลียดรายละเอียดทางภาพ เสียง และบทพูด เพื่อรับรู้ถึงความลึ้กซึ้ง ความเปลี่ยวเหงา ความผิดหวัง และความหวังว่าพายุหิมะจะมีวันผ่านพ้นไป นี่จะเป็นหนังที่คนดูพูดถึงไปอีกนาน และผู้เขียนถึงกับอยากลุ้นให้ไปไกลถึงออสการ์สาขาใดสาขาหนึ่งด้วยซ้ำ

Uncategorized

รีวิวซีรีย์ While You Were Sleeping นางเอกมีพลังพิเศษที่เห็นเหตุกาณ์ในอนาคตจากความฝัน

รีวิวซีรีย์ While You Were Sleeping นางเอกมีพลังพิเศษที่เห็นเหตุกาณ์ในอนาคตจากความฝัน

While You Were Sleeping ครั้งที่เธอพยายามจะเตือนหรืออยากแก้ไขให้ เหตุการณ์ ต่าง ๆ ดีขึ้นแต่ไม่มีใครเชื่อเลย เธอจึงคิดว่าเหตุการณ์ ในอนาคตคงเปลี่ยนไม่ได้ และด้วยพลังพิเศษจากความฝัน Sleeping นี้เอง ที่ทำให้เธอจำใจต้องลาออกจากงานนักข่าวที่เธอรักและกลับมาช่วยงานที่ร้านปิ้งย่างของแม่เธอเอง
จองแจชาน (รับบทโดย อีจงซอก) อัยการหนุ่มมือใหม่หน้าหล่อนิสัยเย็นชา เขาตัดสินใจผันตัวเองมาทำงานด้านนี้เพราะเคยสัญญากับพ่อที่ตายไว้

วันหนึ่งเมื่อ แจชาน ย้ายมาข้างบ้านของ ฮงจู ทำให้ทั้งสองได้เจอกัน หลังจากนั้นไม่นาน แจชาน ได้ฝันถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ ฮงจู ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ในตอนแรกเขาไม่เชื่อแต่เกิดความสงสัย จึงติดตามเรื่องราวไปเรื่อย ๆ จนต่อมา แจชาน สามารถแก้ไขลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้จนช่วยชีวิต ฮงจู และแม่ของเธอได้สำเร็จ ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ ยังสามารถช่วยเหลือนายตำรวจจิตใจดี ฮันอูทัก (รับบทโดย จองแฮอิน) ให้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ได้อีกด้วย และเพราะเรื่องราวครั้งนี้เอง ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจึงเริ่มต้นขึ้น

จากบทละครของผู้แต่ง พัคฮเยรยุน ที่เขียนเรื่อง I Can Hear Your Voice กับ Pinocchio และจากฝีมือผู้กำกับ โอชูงฮวาน ที่เคยฝากฝีมือไว้กับ Doctors และ My Love From The Star รวมถึงนักแสดงนำระดับแม่เหล็กของวงการอย่าง จงซอก กับ ซูจี จึงทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่แฟนซีรีส์เกาหลีส่วนใหญ่เฝ้าจับตามองและรอจดจ่อให้ออนแอร์มาโดยตลอด ซึ่งหลังจากที่ได้รับชมจนจบเรียบร้อยแล้วนั้น จากความเห็นส่วนตัวถือว่าเป็นซีรีส์อีกเรื่องหนึ่งที่ได้อรรถรสที่ครบถ้วนตลอดการเสพงานชิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็น ความลุ้นระทึกให้หวาดเสียว ความลึกลับซ่อนเงื่อนให้อยากรู้และติดตาม ความดราม่าเบา ๆ เศร้าน้ำตาไหล ความตลกโปกฮาขำจนตกเก้าอี้ รวมถึงความรักกุ๊กกิ๊กหวานแหววจิกหมอนกันไปให้ฟินจนน้ำหมากกระจาย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย ใครชอบแบบสืบสวนสอบสวน ใครชอบแบบไม่หวานมากไป ใครชอบแบบไม่เครียดมากไป ก็จัดเรื่องนี้กันไปได้เลยแบบไม่ต้องลังเล จัดให้ครบทุกสไตล์มัดรวมใส่ถุงครบในเรื่องเดียวค่ะ

ความสวยงามของภาพและฉากในหลาย ๆ ซีน กับ การตัดต่อเรื่องราวที่มีการเล่าสลับไปมาใน 2 ช่วงเวลาถือว่าทำได้ค่อนข้างดี เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน บทละครของเรื่องนี้ถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้คนดูสนุกเพลิดเพลินได้อย่างไม่รู้เบื่อ ทั้งคดีต่าง ๆ บวกกับความฟินของพระนาง ที่โปรยมาตลอดทางระหว่างการรับชม รวมถึงฉากรุนแรงก็มีไม่มากนัก ผู้รับชมจะสนุกและมีความสุขอมยิ้มไปได้ตลอดเรื่องแน่นอนค่ะ ขอแนะนำนิดว่าถ้าเรื่องต่อไปคุณผู้แต่ง พัคฮเยรยุน อาจต้องใช้ความแหวกออกจากแนวนี้มากขึ้นอีกหน่อย เพราะเริ่มได้กลิ่นอายความคล้ายคลึงกันอยู่จาง ๆ ระหว่าง I Can Hear Your Voice , Pinocchio และ While You Were Sleeping ซึ่งบทถือว่าดีเลยทีเดียวแต่มันเริ่มเหมือนเดิมในแง่พลังพิเศษแล้วมาแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ ใส่ความน่ารักของพระนางจนอาจทำให้คนดูเริ่มเดาทางได้ อ่านต่อ

Uncategorized

รีวิวซีรีส์แนวแฟนตาซี The Light in Your Eyes บอกเล่าเรื่องราวลำดับชีวิตการเป็นอยู่

รีวิวซีรีส์แนวแฟนตาซี The Light in Your Eyes บอกเล่าเรื่องราวลำดับชีวิตการเป็นอยู่

ซีรีส์แนวแฟนตาซี The Light in Your Eyes ที่เพิ่งจบไปสดๆร้อนๆทางช่อง JTBC ซึ่งดูเหมือนว่ากระแสตอบรับบนโลกออนไลน์จะค่อนข้างเป็นไปในหลากหลายทิศทางมากๆ อย่างไรก็ตาม The Light in Your Eyes ในฐานะหนึ่งในคนที่ได้ชมครบทุกตอนแล้วจะขออาสารีวิวซีรีส์เรื่องนี้ให้ได้เห็นในอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจไว้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกรับชมกันนะคะ

ซีรีส์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวลำดับชีวิตที่ไม่ค่อยเรียงลำดับสักเท่าไหร่ของ คิมฮเยจา (รับบทโดย ฮันจีมิน / คิมฮเยจา) สาวธรรมดาที่มีแม่เป็นเจ้าของร้านทำผมและพ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ ส่วนพี่ชาย คิมมยองซู (รับบทโดย ซนโฮจุน) ก็แสนจะขี้เกียจ เกรอะกรัง ซกมก ไร้ซึ่งสาระ และทุกอย่างที่เป็นต้นแบบของชายที่ไม่อยู่ในเป้าหมายของสาวโสด คิมฮเยจา ฝันอยากทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวแต่ก็สมัครไม่ได้สักที่ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับ อีจุนฮา (รับบทโดย นัมจูฮยอก) ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ฝันอยากเป็นนักข่าวและกำลังเป็นที่ต้องการตัวของหลายๆช่อง แต่ด้วยชีวิตที่เผชิญเรื่องเศร้าและไม่ยุติธรรมมามากมายจึงใช้ชีวิตแบบลอยชายไปวันๆเพียงเพราะไม่รู้จะทำชีวิตให้ดีไปเพื่ออะไร

ย้อนกลับในไปตอนที่ คิมฮเยจา ยังเด็ก เธอได้บังเอิญไปเจอนาฬิกาเรือนหนึ่งบนชายหาดและเธอลองหมุนเข็มนาฬิกาและต่อมามันส่งผลทำให้เธอย้อนเวลาได้ด้วยนาฬิกาสีทองเรือนนั้น แต่การที่จะได้ย้อนเวลาไปมานั้นกลับต้องแลกมาซึ่งอายุชีวิตของเธอที่โตเกินวัยผิดปกติ ซึ่งหมายถึงถ้าเธอใช้สิทธิ์ในการย้อนเวลาไปมา อายุขัยของเธอก็จะแก่ขึ้นเร็วกว่าปกติ เช่นตอนประถมปลายเธอใช้นาฬิกาไปกับการข้ามเวลาไม่ให้ต้องอ่านหนังสือหรือสอบ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอโตเร็วจนดูเหมือนเด็กมัธยมในเวลาอันรวดเร็ว เธอจึงหยุดการใช้เวลานับแต่นั้นเป็นต้นมา

ในขณะที่ความรักระหว่างเธอกับอีจุนฮากำลังเบ่งบานเพราะเธอพยายามเข้าไปเยียวยาบาดแผลภายในใจเขาได้อย่างลึกซึ้ง แต่แล้ววันหนึ่งพ่อของเธอกลับประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องใช้นาฬิกาอีกครั้งเพื่อช่วยชีวิตพ่อ แต่ด้วยความที่ช่วยพ่อไม่สำเร็จเสียที เธอจึงพยายามย้อนเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนลืมนึกถึงเงื่อนไขของการย้อนเวลาไป เมื่อถึงครั้งที่เธอช่วยพ่อสำเร็จในตอนนั้นเธออายุ 25 ปี แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมา เธอได้กลายเป็นสาวสูงวัยในสภาพจิตใจอายุ 25 ปีที่ยังไม่ทันได้ใช้ช่วงเวลาวัยสาวของตัวเองได้อย่างคุ้มค่าเลย

หากใครที่ได้รับชมแค่ตัวอย่างของซีรีส์เรื่องนี้ มองเผินๆคงจะคิดว่าเป็นซีรีส์แนวแฟนตาซีธรรมดาๆ แต่เมื่อได้ชมจริงๆแล้วเรื่องราวในเรื่องย่อที่ได้เล่าข้างต้นนี้กลับเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น และขอยกให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ดราม่าที่มีเนื้อหาดี และให้แง่คิดมุมมองในการใช้ชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมเรตติ้งของซีรีส์เรื่องนี้จะสามารถเดินทางจากตอนแรกที่ทำได้ 3.1% แล้วจบลงด้วยเรตติ้งสูงสุดถึง 9.7% ในตอนสุดท้าย โดยเฉพาะในตอนที่ 8 ที่เรตติ้งเพิ่มขึ้นจากตอนที่แล้วถึง 3% กว่าๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เห็นซีรีส์สักเรื่อง อ่านต่อ

Uncategorized

รีวิวซีรีย์เกาหลี Cinderella and Four Knights ปิ๊งรักยัยซินเดอเรลล่า

รีวิวซีรีย์เกาหลี Cinderella and Four Knights ปิ๊งรักยัยซินเดอเรลล่า

ปิ๊งรักยัยซินเดอเรลล่า ( Cinderella and the Four Knights ) ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเรื่องเดียวกันของ “เพ็ค มโยอึย ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เนื้อหาในละครกล่าวถึงชีวิตที่พลิกผันของ “อึน ฮาวอน” คล้าย ๆ Cinderella เด็กสาวสู้ชีวิตที่เติบโตมาอย่างยากลำบากเพราะถูกแม่เลี้ยงกับพี่สาวต่างสายเลือดกดขี่ข่มเหงอยู่เสมอ เธอเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมและฝันอยากเป็นครูจึงทำงานพาร์ทไทม์นับสิบอย่างเพื่อหาเงินส่งเสียตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับประธานคังซึ่งเสนอให้เธอย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์สุดหรูเป็นเวลาสามเดือนเพื่อทำภารกิจบางอย่าง แลกกับการส่งเสียให้เธอเรียนมหาวิทยาลัย

ฮาวอนจึงเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านฮานึล โดยอยู่ร่วมชายคากับหลานชายทั้งสามของประธานคัง ภารกิจของเธอคือการดัดนิสัยและสานสัมพันธ์ระหว่างสามหนุ่มซึ่งถูกบังคับให้มาอยู่ร่วมบ้านและต่างก็เป็นไม้เบื่อไม้เมา โดย “คัง ฮยอนมิน” หลานชายคนโต เป็นเพลย์บอยหนุ่มที่ใช้เงินซื้อและแก้ปัญหาทุกสิ่ง “คัง จีอุน” หลานชายคนรองซึ่งภายนอกเหมือนแบดบอยที่หัวรั้นและเลือดร้อน แต่ลึกๆ แล้วเป็นชายหนุ่มจิตใจดี อ่อนไหว และแสนโดดเดี่ยว และ “คัง ซออู” หลานชายคนเล็กซึ่งเป็นนักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังที่มีนิสัยขี้เล่นและเป็นมิตรกับฮาวอนมากที่สุด ขณะเดียวกันก็มีกฏเหล็กที่ฮาวอนต้องจำใส่ใจคือห้ามคบกับหลานชายทั้งสามของประธานคังโดยเด็ดขาด แม้จะเป็นภารกิจที่ยากเย็นแต่ฮาวอนก็ได้รับความดูแลและช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก “ลี ยูนซอง” เลขาประธานคังและบอดี้การ์ดของสามหนุ่มนั่นเอง

เนื้อหาตอนที่ 1 เรื่องราวในละครเริ่มต้นขึ้นด้วยการเล่านิทานเรื่องซินเดอเรลล่า… หลังอ่านนิทานให้เด็กๆ ฟังจนจบ “อึน ฮาวอน” ซึ่งมารับจ้างทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กก็บ่นว่า ทุกวันนี้ซินเดอเรลล่า (อย่างเธอ) มีเวลาออกไปพบเจ้าชายซะที่ไหน เพราะวันๆ ต้องวิ่งรอกทำงานพาร์ทไทม์ แถมเจ้าชายในยุคนี้ยังมีแต่พวกมากรักหลายใจ ทั้งยังชอบวางท่า ทำตัวหยิ่งยโส และเธอก็ได้แต่หวังว่าจะมีใครไปบอกคนพวกนี้ให้เลิกหลงตัวเองเสียที ด้วยเหตุนี้ฮาวอนจึงสอนให้เด็กๆ ยืนหยัดด้วยลำแข้งตนเองแทนที่จะมัวนั่งฝันหวานถึงเจ้าชายห่วยๆ ฮาวอน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งพิซซ่าที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฮันกุกด้วยความลิงโลด เพราะเธอหมายมั่นว่าตนเองจะต้องได้เป็นนักศึกษาที่นี่ในเดือนหน้าเหมือนเหล่าบรรดานักศึกษาหนุ่มที่เป็นลูกค้าของเธอ หลังส่งพิซซ่าแล้วฮาวอนพบชายหนุ่มคนหนึ่งจอดรถบิ๊กไบค์ขวางถนนแล้วลงไปทำร้ายชายฉกรรจ์ 4 คน (ทั้งที่ยังสวมหมวกกันน็อค) จากนั้นก็ชิงกระเป๋าถือไป เธอคิดว่าเขาเป็นคนร้ายเลยซิ่งมอเตอร์ไซค์แบบสกู๊ตเตอร์ไล่ตามบิ๊กไบค์ของชายหนุ่มโดยพยายามบิดคันเร่งเต็มแรงแต่ก็ยังตามไม่ทัน ในที่สุดเธอก็เห็นเขาคืนกระเป๋าให้ผู้หญิงคนหนึ่งแล้วจากไปทันที เธอจึงเข้าไปถามหญิงคนดังกล่าวว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงคนดังกล่าวเพ้อว่าตนรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอเจ้าชายในชุดเกราะแวววาว มิหนำซ้ำเขายังช่วยนำกระเป๋ามาคืนให้เธอ พอได้ยินหญิงคนดังกล่าวเปรียบกระเป๋าถือเป็นรองเท้าแก้ว ฮาวอนก็รู้สึกหมั่นไส้ ถึงกระนั้นเธอก็รู้สึกดีที่ยังพอมีผู้ชายดีๆ หลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรต้องติดตามรับชมใน Cinderella and the Four Knights อ่านต่อ

Uncategorized

รีวิวซีรีส์เกาหลี My Absolute Boyfriend หุ่นยนต์ปฏิบัติการ ซึ่งซีรีส์บอกเล่าถึงเรื่องราวระหว่าง ออมดาดา

รีวิวซีรีส์เกาหลี My Absolute Boyfriend หุ่นยนต์ปฏิบัติการ ซึ่งซีรีส์บอกเล่าถึงเรื่องราวระหว่าง ออมดาดา

My Absolute Boyfriend เรื่องย่อ : เรื่องราวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์ปฏิบัติการ ซึ่งซีรีส์บอกเล่าถึงเรื่องราวระหว่าง ออมดาดา (รับบทโดย มินอา) สาวนักแต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟกต์ผู้ซึ่งไม่เคยประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก กับ ซีโร่-ไนน์ หุ่นยนต์ปฏิบัติการ เสมือนมนุษย์ที่สร้างขึ้นมาโดยใช้โปรแกรมในการเป็นแฟนหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบ และวังวนรักสามเส้ากับเพื่อนสนิทของออมดาดาที่เป็นนักแสดงชื่อดัง มาวังจุน (รับบทโดย ฮงจงฮยอน)

ซีรีส์เรื่องใหม่จากช่อง SBS ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวที่มีแฟนหนุ่มหล่อที่เป็นหุ่นยนต์ ถ้านับซีรีส์เกาหลีที่มีตัวละครหลักเป็นหุ่นยนต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง I am not a robot, Are You Human, Too? หลายคนคงเคยผ่านเนื้อหาฟินๆของซีรีส์เรื่องเหล่านี้มาแล้ว และตอนนี้ทางช่อง SBS ได้ปล่อยซีรีส์เรื่องใหม่อย่าง My Absolute Boyfriends ซีรีส์รีเมกของประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน

เมื่อมีหุ่นยนต์ที่เชี่ยวชาญเรื่องความรักและการเดทโดยเฉพาะ

เรื่องราวของซีรีส์เรื่องนี้เกี่ยวกับ ออมดาดา รับบทโดย มินอา (Girls Day) นักแต่งหน้าสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ กับหุ่นยนต์ ซีโรไนน์ รับบทโดย ยอจินกู (Yeo Jin Goo) ทั้งสองได้พบกันโดยความบังเอิญ และหุ่นยนต์เดทตัวนี้ได้เยียวยาหัวใจของออมดาดา ที่แตกสลายไป เรื่องนี้หลังจากที่ได้ดูไป 8 ตอนแรกบอกเลยว่าฟินมากกก พร้อมกับความคิดในหัวว่า ชั้นอยากได้หุ่นยนต์แบบนี้ไปไว้ที่บ้าน!!! ยอจินกู ที่เพิ่งจบซีรีส์เรื่อง The Crowned Crown ไปได้กลับมาท็อปฟอร์มในซีรีส์เรื่องนี้อีกครั้ง ในบทหุ่นยนต์ที่แสดงได้เหมือนเปี๊ยบ กับมินอา ที่ได้ฉายแววการแสดงตั้งแต่ซีรีส์เรื่อง Pretty Ugly ไป ถือว่าทั้งคู่มีเคมีที่เข้ากันดีเลย อ่านต่อ

Uncategorized

รีวิวหนัง Secret Zoo ชื่อไทยว่า “เฟคzooสู้โว้ย” หนังดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่องดังจาก เว็บตูน

รีวิวหนัง Secret Zoo ชื่อไทยว่า “เฟคzooสู้โว้ย” หนังดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่องดังจาก เว็บตูน

หนังฮอตฮิตที่ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในเกาหลีใต้ Secret Zoo ต่อจาก Ashfall เรียกว่าเปลี่ยนอารมณ์กันสุด ๆ จากแอ็กชันระเบิดตูมตามมาเป็นเบาสมอง หนังใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Secret Zoo ส่วนชื่อไทยว่า “เฟคzooสู้โว้ย” เข้าฉายในเกาหลีใต้มา 2 สัปดาห์ ทำรายได้ไปแล้ว 5.9 ล้านเหรียญ 182 ล้านบาท หนังไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย กำไรเละเทะแล้วล่ะ

หนังเล่าเรื่องของ แทซู ทนายหน้าใหม่ในบริษัทที่ปรึกษาทางกฏหมายยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ แทซูอยากก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน เพราะมีความน้อยเนื้อต่ำใจในหน้าที่การงานของเขาเอง ที่เพื่อน ๆ แซงหน้ากันไปหมดแล้ว จนกระทั่งโอกาสมาถึง เมื่อนายใหญ่มอบหมายให้เขาไปบริหารสวนสัตว์ดงซาง สวนสัตว์ที่ขาดทุนย่อยยับและกำลังจะปิดตัวเต็มทน หน้าที่ของแทซูคือฟื้นฟูกิจการบริษัท เพื่อให้สวนสัตว์มีมูลค่าแล้วบริษัทจะได้ทำกำไรตอนเอาไปขายต่อ แต่เมื่อแทซูไปถึงกลับพบว่าทั้งสวนสัตว์เหลือหมีขั้วโลกแค่ตัวเดียว กับพนักงานเดนตายอีกแค่ 4 คน แทซูมีเส้นตายแค่ 3 เดือน ที่จะฟื้นฟูสวนสัตว์ให้กลับมามีกำไรเพื่อพิสูจน์ความสามารถตัวเองให้หัวหน้าได้เห็น แต่เมื่อไม่มีสัตว์ให้ลูกค้าซื้อตั๋วเข้ามาดู แผนการสุดประหลาดของแทซู ก็คือให้พนักงานทั้ง 4 คน ใส่ชุดสัตว์ตบตาผู้ชม จากไอเดียให้คนต้องแกล้งเป็นสัตว์ให้เนียนที่สุด ไม่ให้คนดูจับได้ ก็ขยายกลายเป็นมุกสุดฮาได้มากมาย โดยเฉพาะฉากกอริลลาบุกร้านสะดวกซื้อนี่เรียกเสียงฮาได้สุดจริง ๆ

และส่วนหนึ่งที่หนังฮิตติดใจคนดูได้ขนาดนี้ก็เพราะ หนังดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่องดังจาก เว็บตูน โดยผู้กำกับ ซน แจกอน เหมาหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับเองเสร็จสรรพ ต้องบอกเลยว่าเป็นหนังที่ไม่คุ้นทั้งชื่อผู้กำกับและนักแสดงเลย อ่านผลงานแต่ละคนก็ไม่คุ้นชื่อเลยนะ จะมีคุ้นหน้าก็เพียง พัค ยองกยู รายเดียวเท่านั้นที่รับบทเป็น ผู้อำนวยการคนเก่าของสวนสัตว์ แต่ด้วยบุคลิกแต่ละคนที่โดดเด่นก็ทำให้หนังเดินหน้าไปได้อย่างลื่นไหล เพราะตัวละครนำหลัก ๆ ในภารกิจกอบกู้สวนสัตว์ก็มีเพียง 5 คน เท่านั้น แน่นอนว่าตัวละครเด่นสุดก็คือ แทซู ทนายที่มารับหน้าที่ผู้อำนวยการสวนสัตว์ ที่บทหนังตั้งอกตั้งใจปูที่มาที่ไปของเขาอยู่นานพอควรกว่าจะเข้าสู่ภารกิจที่สวนสัตว์

พอเข้าสู่เรื่องราวในสวนสัตว์นั่นล่ะ หนังถึงเริ่มมีเสียงหัวเราะหลั่งใหลออกมาได้เรื่อย ๆ หลาย ๆ มุกได้ผล ได้เสียงหัวเราะดังลั่นโรง ส่วนใหญ่ก็เป็นท่าทางเปิ่น ๆ ฮา ๆ ของมนุษย์ที่อยู่ภายใต้ชุดสัตว์นั่นล่ะ ด้วยบรรยากาศของหนังที่เป็นหนังอารมณ์ดี คนดูพร้อมจะผ่อนคลาย บางทีแค่คนในชุดสัตว์โผล่มายืนนิ่ง ๆ ก็ได้เสียงหัวเราะจากคนดูไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่พลอตหลักเดินหน้าไปอย่างเด่นชัดกับภารกิจกอบกู้สวนสัตว์ที่ได้ใจคนดูช่วยลุ้นกันสุด ๆ แล้ว หนังก็ยังมีพลอตรองอีกมากมาย ทั้งความสัมพันธ์ของพนักงานชายที่แอบรักเพื่อนร่วมงานหญิง ความผูกพันของหมอฮัน สัตวแพทย์หญิงกับ “เจ้าหมูกดำ” หมีขั้วโลก สัตว์จริงตัวสุดท้ายในสวนสัตว์ ซึ่งคนดูก็ยังแอบลุ้นให้เธอลงเอยกับแทซูพระเอกของเราอีกด้วย คัง โซรา ในบท หมอฮัน อ่านต่อ