keyboard_arrow_right
ซีรีย์
ซีรีย์

รีวิวซีรีย์ญี่ปุ่น Kaseifu no Mita แม่บ้านลึกลับกับครอบครัวอลเวง

รีวิวซีรีย์ญี่ปุ่น Kaseifu no Mita แม่บ้านลึกลับกับครอบครัวอลเวง

รีวิวซีรีย์ญี่ปุ่น Kaseifu no Mita แม่บ้านลึกลับกับครอบครัวอลเวง มัตซุชิมะ นานาโกะ ผู้สร้างปรากฎการณ์เก๋าไม่ยอมตาย เธอได้สร้างปรากฎการณ์ประวัติศาสตร์ทางเรตติ้งตอนอวสานตลอดกาลในปีที่ผ่านมา
โดยพาให้ซีรีย์แห่งค่าย NTV เรื่อง Kaseifu no Mita ดราม่าแฟมิลีซีรีย์
เกี่ยวกับแม่บ้านปริศนา ติดอันดับสามเรตติ้งตอนที่สูงพุ่งพราวตลอดกาล
โดยเฉพาะในสุดท้าย ยอดกระโดดถึง ๔๐% ถือเป็นตัวเลขที่เห็นแล้วน่าตกใจ
ในท่ามกลางกระแสหน้าจอทีวีเป็นสิ่งที่ไม่น่าศรัทธาเหมือนเก่าก่อน
และเอเจนซี่ทั้งหลาย ก็คงนึกไม่ถึงว่าตัวเลขขนาดนี้ เคยมีให้เห็นครั้งสุดท้าย
ก็ต้องย้อนหลังกลับไปน่าจะสักสิบสองปีที่แล้วเห็นจะได้

เป็นซีรีย์ของค่ายเอ็นทีวี แนวครอบครัวที่กำลังเป็นทีนิยมอย่างมาก
ที่ก่อนหน้านี้ ทางค่ายก็เคยปล่อย Mother ให้เป็นที่ฮือฮาแบบม้ามืด
ทำให้หนูมานะงานชุกซุกซนตามที่ต่างๆ พอมาคราวนี้ถูกทำให้ง่าย
ด้วยเนือ้หาที่แยบยลและมีความเป็นดาร์กแฟนตาซีตลกร้าย ที่ว่าด้วยเรือ่งของ
ครอบครัวอาซาดะที่เพิ่งจะสูญเสียแม่ไป ด้วยการปักใจเชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตายกลางแม่น้ำ
การสูญเสียแม่ จะเป็นเสมือนการสูญเสียเสาหลักของการบริหารงานในบ้าน
ท่ามกลางความไม่พร้อมของการรับสถานการณ์อันไม่คาดฝันของสมาชิกในบ้าน
ขณะที่ทางฝ่ายพ่อเองเดิมทีก็ไม่ได้มีเวลาที่จะมาดูแลลูกๆทั้งสี่คน
ด้วยภาระความเป็นหัวหน้าแผนก จึงมีความห่างเหินกับบรรดาลูกอยู่พอสมควร
เป็นที่มาให้พ่อ ตัดสินว่าจ้างแม่บ้านรายเดือนผ่านบริษัทจัดหาแม่บ้านฮารุมิ
ที่เริ่มปฏิบัติงานเจ็ดโมงตอนเช้า และสิ้นสุดอีกทีในแปดโมงตอนค่ำ
เพื่อมาดูแลกิจการงานภายในบ้านและเหล่าลูกทั้งสี่ที่กำลังอยู่ในวัยเรียน
ซึ่งหน้่าที่หลักทั่วไป ก็จะเป็นการทำความสะอาด ซักผ้าและเตรียมทำอาหาร
เมื่อดูตามทรงที่ว่านี้ ก็ไม่เห็นว่าจะต่างอะไรจนถึงทำสร้างปรากฎการณ์เรตติ้งสูงปานนั้น
แต่มันไม่เท่านี้นะสิ

สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปตามปกติเช่นนั้น
บริษัทที่ว่าจ้างได้จัดส่ง มิตะ อาคาริ แม่บ้านผู้เงียบขรึมและทำตัวไร้วิญญาณ
แต่ทว่า ในเรื่องของงานบ้าน-งานฝีมือเข้าขั้นสมบูรณ์แบบทุกระเบียบนิ้ว
ไม่มีขาดตกบกพร่อง รับปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่มีเกี่ยงงอน มาตรงต่อเวลา
ชนิดไม่พลาดเลยสักวินาทีเดียว แต่ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น (ซึ่งควรจะเรียกว่าซ้ำดีมากกว่า)
มิตะดูเหมือนจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเกินมนุษย์ธรรมดาไม่ว่าจะเป็น
การคิดเลขในฐานยากๆ การอธิบายศัพท์แสงวิขาการ โยนบอลสามลูก ศิลปะป้องกันตัว
ตลอดจนการไล่เรียงสมาชิกวงAKB48 ที่ว่ากันว่าเป็นวงหญิงที่สมาชิกมากที่สุดของโลก
ซึ่งสร้างความน่าพิศวงให้กับสมาชิกภายในบ้าน ไปถึงขั้นหลายครั้งสร้างความหวาดกลัว
ให้กับบรรดาเด็กๆ ด้วยพฤติกรรมหน้าฉากอันดำเงียบและไม่เป็นมิตรอย่างเปิดเผย
เห็นได้จาก การยืนเป็นยักษฺ์วัดโพธิ์ขณะที่ครอบครัวอาซ่าดะทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อย
เพื่อรอรับคำสั่งจากการขอชามต่อไป อย่างไร้อารมณ์ อ่านต่อ

ซีรีย์

รีวิวซีรีย์ญี่ปุ่นเรตติ้งดี Hanzawa Naoki ฮันซาวะ นาโอกิ นายธนาคาร

รีวิวซีรีย์ญี่ปุ่นเรตติ้งดี Hanzawa Naoki ฮันซาวะ นาโอกิ นายธนาคาร

ในที่สุด Hanzawa Naoki ละครญี่ปุ่นเรตติ้งดีก็ได้ถูกนำมาฉายที่ประเทศไทยแล้วค่ะ เป็นละครที่ได้เรตติ้งในตอนสุดท้ายถึง 42.2% ถือว่าเป็นเรตติ้งที่สูงที่สุดในวงการละครญี่ปุ่น เพราะเหตุใด ละครเรื่องนี้ถึงได้ฮอตฮิตในญี่ปุ่น วันนี้จะมาเล่าสู่กันฟังค่ะ Hanzawa Naoki  ก่อนที่จะไปดูว่าทำไมละครถึงกวาดเรตติ้งได้อย่างถล่มทลายนั้น ขอเล่าถึงเนื้อเรื่องคร่าวๆ ของละครเรื่องนี้ก่อนค่ะ

เป็นละครที่สร้างมาจากนวนิยายของ “Ikeido Jun” อดีตนายธนาคารที่ผันตัวมาเป็นนักเขียน สำหรับเรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของนายธนาคาร Hanzawa Naoki หัวหน้าแผนกสินเชื่อ ถูกผู้จัดการสาขาบังคับให้ปล่อยเงินกู้จำนวน 500 ล้านเยนให้กับบริษัทเหล็กนิชิโอซาก้า ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และหลังจากนั้นอีกไม่นาน บริษัทนั้นก็ล้มละลายพร้อมกับเงิน 500 ล้านเยนที่สูญหายไป แม้เรื่องนี้จะเป็นคำสั่งที่ออกมาจากผู้จัดการสาขา แต่ทุกคนกลับโยนความรับผิดชอบให้มารับความผิดแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นิ่งเฉยไม่ได้ ต้องหาเงิน 500 ล้านเยนคืนมา แล้วเอาคืนคนที่ทำร้ายเขาเป็น “2 เท่า!!!”

เป็นละครที่ได้เรตติ้งตอนสุดท้ายสูงที่สุดค่ะ แต่ถ้าเป็นเรตติ้งเฉลี่ยรวมทั้งเรื่องเนี่ยอยู่ที่ 29% อยู่ที่อันดับ 6 ส่วนละครญี่ปุ่นที่มีเรตติ้งเฉลี่ยรวมสูงสุดก็คือเรื่อง HERO ค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนจบ และคว้าเรตติ้งตอนสุดท้ายได้มากที่สุดถึง 42.2% และไม่ใช่แค่มีเรตติ้งที่สวยงามอย่างเดียวนะคะ ละครเรื่องนี้กวาดรางวัลที่การันตีถึงคุณภาพมามากมายเลยค่ะ ทั้งละครยอดเยี่มแห่งปี นักแสดงนำยอดเยี่มแห่งปี นักแสดงสมทบยอดเยี่ยมแห่งปี ผู้กำกับยอดเยี่มแห่งปี เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คราวนี้มาดูกันค่ะว่า เพราะเหตุใดละครถึงได้รับความนิยมจากคนดูอย่างมากมาย และประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นอย่างสูง

1. เรื่องราวเข้าถึงใจมนุษย์เงินเดือน
แม้ว่าละครเรื่องนี้จะเป็นเรื่องราวของ “นายธนาคาร” มีเรื่องของเงินๆ ทองๆ แต่จริงๆ แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นในละครก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไปด้วยค่ะ เพียงแค่เรื่องนี้ขอเล่าเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนผ่านนายธนาคารคนหนึ่ง ในเรื่องนี้เราก็จะเห็นชีวิตของมนุษย์เงินเดือน (ที่เป็นนายธนาคาร) ในองค์กรใหญ่ๆ ใส่สูท ผูกไทเป๊ะๆ แบบ Japan Salaryman การประชุมที่ดุเดือด ฟาดฟันกันตลอดเวลา หรือเรื่องอำนาจของคนที่มีตำแหน่งสูงกว่ากับชั้นผู้น้อยคนธรรมดาๆ ความยุติธรรมและความอยุติธรรมในองค์กร ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาแน่ๆ แต่กลับถูกออกมาเป็นฝ่ายพูดแทนมนุษย์เงินเดือนทุกคน พร้อมแสดงตัวอย่างให้เห็นว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ เนี่ย จริงๆ แล้วเราควรทำงานด้วยอุดมการณ์แบบไหน ด้วยเหตุนี้เลยทำให้ละครเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในใจของมนุษย์เงินเดือนทุกคนค่ะ อ่านต่อ

 

ซีรีย์

รีวิวซีรีส์ 13 Reasons Why Season 2 หลังซีซันแรกทิ้งไว้ที่เหตุการณ์พ่อกับแม่ แฮนนา

รีวิวซีรีส์ 13 Reasons Why Season 2 หลังซีซันแรกทิ้งไว้ที่เหตุการณ์พ่อกับแม่ แฮนนา

หลังซีซันแรก 13 Reasons สร้างปรากฏการณ์ฮิตติดลมบนจน Netflix ได้กลับมาจับมือกับ ไบรอัน ยอร์คีย์ ภายใต้การผลักดันของ เกร็ก อารากิ ผู้กำกับหนังอินดี้และ เซเลนา โกเมซ นักร้องสาวคนดัง ในการกลับมาสานต่อเรื่องราวของ 13 Reasons หลังซีซันแรกทิ้งไว้ที่เหตุการณ์พ่อกับแม่ แฮนนา ตัดสินใจฟ้องร้อง ลิเบอร์ตี้ ไฮ โรงเรียนมัธยมภาพลักษณ์ดีแต่แฝงอันตรายรอบด้านทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ และการปกป้องผลประโยชน์ของนักเรียนรวยๆ ดังนั้นเหตุการณ์ในซีซันนี้จะใช้การให้ปากคำในศาลของผู้เกี่ยวข้องแต่ละคน ในการให้ข้อมูลอีกด้านที่แฮนนา เบเคอร์ ไม่ได้กล่าวในเทป ที่ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของแต่ละคนที่มีทั้งความรู้สึกผิด และความรักที่กลายเป็นความแค้น เพิ่มมิติให้ตัวละครที่เคยเป็นเพียงเรื่องเล่าของแฮนนาในซีซันแรกได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ

และเมื่อซีซันแรกมีเทปแคสเซตเป็นกิมมิกในการเล่าเรื่อง สำหรับซีซันนี้ก็มีภาพถ่ายโพลารอยด์ที่เคลย์ได้รับจากบุรุษปริศนา เพื่อให้เขาตามหาต้นตอของภาพที่ไม่เพียงเรียกร้องความยุติธรรมให้แฮนนาเท่านั้นแต่ยังเปิดโปงความโสมมของสังคมในลิเบอร์ตี้ ไฮ อีกด้วย ซึ่งทำให้เนื้อหาในซีซันนี้นอกจากสานต่อบทสรุปชีวิตของแฮนนา เบเคอร์แล้ว มันยังมุ่งเป้าตีแผ่การล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงในรั้วโรงเรียนให้เข้ากับกระแส Me Too อีกด้วยนะคะ

สำหรับบทบาทของนักแสดงในซีซันนี้ ถือว่าเฉลี่ยความเด่นให้อย่างทั่วถึง นอกจาก ดีแลน มินเนต และ แคทเธอรีน แลงฟอร์ด ในบทเคลย์และแฮนนา ที่ยังคงรักษาเคมีระหว่างตัวละครได้ยอดเยี่ยมแล้ว ในซีซันนี้ ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในหลายๆตอนมากขึ้นคงหนีไม่พ้นบท เจสสิกา ของ เอไลชา โบ ที่พูดถึงประเด็น Me Too โดยตรง รวมถึงตัวละคร ไทเลอร์ ของ เดวิน ดรูอิด ที่พลิกจากบทตัวประกอบกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องจนต้องสานต่อในซีซันถัดไป นอกจากนี้ รอสส์ บัตเลอร์ หนุ่มตี๋สุดหล่อ ยังขยันขโมยหัวใจสาวๆ อ่านต่อ

ซีรีย์

รีวิวแนวอมตะแนวสยองขวัญ Bates Motel ภาพยนตร์สุดคลาสสิคในยุคปี 60

รีวิวแนวอมตะแนวสยองขวัญ Bates Motel ภาพยนตร์สุดคลาสสิคในยุคปี 60

ซีรีส์เรื่อง Bates Motel เป็นซีรีส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก ภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Psycho ภาพยนตร์สุดคลาสสิคในยุคปี 60 ที่กล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์อมตะแนวสยองขวัญ เขย่าประสาทในตำนานนั่นเอง โดยซีรีส์เรื่องนี้ยังได้รับการสร้างมาจากทีมสร้างซีรีส์ชื่อดังอย่าง Lost อีกด้วย โดยที่ตัวซีรีส์นั้นได้นำเสนอเรื่องราวในช่วงวัยรุ่นของ ตัวฆาตกรโรคจิต จากในหนังเรื่อง Psycho นั่นเอง

โดยเนื้อหาเรื่องย่อของซีรีส์เรื่องนี้ นั้นเริ่มต้นจาก นอร์ม่า เบตส์ หญิงม่ายที่เสียสามีไปอย่างกะทันหัน เธอจึงได้ตัดสินใจพาลูกชายสุดที่รักอย่าง นอร์แมน มายังเมืองเล็ก ๆ อันเงียนสงบแห่งหนึ่ง เพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการเปิดธุรกิจโรงแรมเล็ก ๆ อย่าง โมเทล จากการซื้อต่อโรงแรมนี้มาอีกทอดหนึ่งนั่นเอง หลังจากที่คู่แม่ลูกได้มายังเมืองแห่งนี้ เมืองที่ดูผิวเผินเมือนจะเป็นเมืองสุขสงบ แต่แท้จริงแล้วเมืองแห่งนี้กับมีความลึกลับบางอย่าง ที่พร้อมจะเปิดเผยเรื่องราวความซับซ้อนของสายสัมพันธ์แม่ลูกคู่นี้ ก่อนที่ นอร์แมน จะกลายมาเป็นฆาตกรโรคจิตในตำนานอย่างในหนังเรื่อง Psycho นั่นเอง อ่านต่อ

ซีรีย์

ซีรีส์วัยรุ่นฝรั่ง I’M NOT OKAY WITH THIS เล่าถึง ซิดนีย์ โนแวค สาวไฮสคูลใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงลำพัง

ซีรีส์วัยรุ่นฝรั่ง I’M NOT OKAY WITH THIS เล่าถึง ซิดนีย์ โนแวค สาวไฮสคูลใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงลำพัง

ซีรีส์ I’M NOT OKAY WITH THIS เล่าถึง ซิดนีย์ โนแวค (โซเฟีย ลิลลิส) สาวไฮสคูลใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงลำพังหลังผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่พ่อของเธอฆ่าตัวตาย และในขณะที่ชีวิตเดินมาสู่จุดเปราะบางที่สุด ดีนา (โซเฟีย ไบรแอนต์) เพื่อนสาวสุดฮอตของ ซิดนีย์ ก็ดันไปหลงผู้จนลืมเธอซะงั้น เมื่อเพื่อนสนิทแยกตัวเธอก็ได้ผูกสัมพันธ์กับ สแตนลีย์ (ไวแอต โอเลฟฟ์) หนุ่มข้างบ้านเพี้ยน ๆ ที่คลั่งไคล้กัญชากับสื่อบันเทิงวินเทจอย่างม้วนเทป VHS และยิ่งใกล้เข้าสู่งานเต้นรำของโรงเรียน ซิดนีย์ ก็ค้นพบพลังจิตที่มีอำนาจทำลายล้างทุกครั้งที่เธอรู้สึกโกรธ จนเธอและแสตนลีย์ต้องหาทางควบคุมมันก่อนจะมีคนต้องตายเพราะอารมณ์เกรี้ยวกราดสุดรุนแรงของเธอ

เดิมที I’M NOT OKAY WITH THIS เป็นคอมิกมาก่อนเขียนโดย ชาร์ลส์ เอส ฟอร์แมน ซึ่งแม้ไม่เคยอ่านคอมิกมาก็ยอมรับเลยว่าตัวเรื่องมีความน่าสนใจอยู่แล้ว เหมือนเอา แครี สาวสยอง (1976) หนังสยองขวัญสุดดังของไบรอัน เดอ พาลมา มาต่อยอดผสมกับดรามาในโรงเรียน แต่ทีนี้พอมันถูกนำมาเล่าโดย โจนาธาน เอนต์วิสเซิล ที่พยายามจะยัดไอ้ความเป็น The End of The Fxxxing World ตั้งแต่โทนภาพสีซีด ๆ หรือฟอนต์ชื่อเรื่องพร้อมแอกติงตาย ๆ และเสียงบรรยายเรื่องของซิดนีย์ ก็ยอมรับเลยว่ามันทำให้ซีรีส์ดูผลักออกห่างจากคนดูมากกว่าจะทำให้อินเหมือนซีรีส์ฮิตของเขาก่อนหน้านี้

โดยสาเหตุสำคัญคงมาจากนักแสดงอย่าง โซเฟีย ลิลลิส เองที่ไม่ได้เปล่งประกายเสน่ห์เหมือนใน IT ภาคแรกเท่าที่ควร แล้วยิ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ไม่ค่อยเอื้อให้เห็นเสน่ห์ของเธอแล้ว บางครั้งคนดูก็เหมือนขาดสิ่งจรรโลงใจทางสายตาไปโดยปริยาย ยังดีที่ได้ โซเฟีย ไบรแอนต์ ในบทดีน่าที่ยอมรับเลยว่าเธอเป็นสาวผิวสีที่ฮอตมากจริง ๆ ส่วนฝั่งชายหนุ่มก็ต้องยอมรับว่าบท สแตนลีย์ ของ ไวแอต โอเลฟฟ์ ช่วยทำให้ซีรีส์ดูสนุกขึ้นมาก แม้จะเป็นบทที่ดูสมทบแบบดูจบแล้วลืมก็เถอะ แต่เห็นว่า 2 ย่อหน้านี้พูดเรื่องนักแสดงแล้วจะหาว่าผมไม่ยอมเปิดใจดูซีรีส์ทั้งเรื่องนะครับ เพราะย่อหน้าต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ซีรีส์มันพลาดจุดไหนถึงทำให้เกิดอาการไม่สุดบ้าง

ประการแรกเลยคือ การพูดถึงพลังของซิดนีย์ ที่เหมือนจะสร้างความสยอง ความสะพรึงให้คนดู ก็กลับถูกนำเสนอแบบผ่าน ๆ เป็นซีน ๆ เพื่อให้เรื่องราวชวนง่วงเหงาหาวนอนดูมีอะไรขึ้นมาบ้าง แต่กว่าซีรีส์จะโยงไปสู่อดีตของตัวละครและมา “ป๊ะเท่งทึง” ก็มาซะตอนเกือบจบ แถมในซีซันนี้พลังจิตของซิดนีย์ก็ยังไม่ค่อยส่งผลกับความสัมพันธ์ของเธอกับคนรอบข้างเท่าไหร่ ซึ่งหากเทียบกับซีรีส์ฮิตของโจนาธาน เอนต์วิสเซิลอย่าง The End of The Fxxxing World เราจะพบเลยว่าความสัมพันธ์ของตัวละครเอกที่คาดเดาไม่ได้ช่วยให้เราสนุกกับการดูได้ตลอดโดยไม่ต้องมีฉากทำลายล้างทุกตอนหรือตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ

ประการต่อมาอันนี้อาจจะต่อเนื่องจากเรื่องการแคสต์นักแสดงอย่างที่กล่าวไปแล้วคือการที่ซีรีส์พยายามโยงเข้าสู่เรื่องของการค้นหาเพศสภาพในช่วงวัยรุ่น ที่พอเอาโซเฟีย ลิลลิส มาตัดผมสั้นในวัยที่เธอเริ่มมีอายุเกินวัยรุ่นเฮ้ว ๆ แบบตอน IT ภาคแรกแล้วก็ยิ่งทำให้เราไม่ค่อยอยากจะค้นหาหรือเติบโตไปพร้อมนางเอกนักเพราะในเรื่องตัวละครอย่าง ซิดนีย์ จะไม่ได้ถูกตีตราว่าเป็นเลสเบียนหรือไบเซ็กชวลเลย เพราะเธอเองก็ค้นหาอารมณ์โรแมนติกทั้งระหว่างผู้หญิง และผู้ชายไปพร้อม ๆ กัน การที่ตัวละครมาพร้อมภาพลักษณ์แบบทอมบอยก็เลยพลอยทำให้คนดูหนุ่ม ๆ อยากเบือนหน้าหนี ยิ่งทั้งเรื่องเธอต้องทำหน้าบูด ๆ บึ้ง ๆ ด้วยแล้วนะ โอ้โหต่อให้มี 8 ตอนก็แทบอยากหยุดดูไปเสียตั้งแต่จบ 3 ตอนแรกซะงั้นน่ะ อ่านต่อ

ซีรีย์

รีวิวซีรีย์ Meow, the Secret Boy สาวนาม ซลกิม ที่รับแมวชื่อ ฮงโจ มาเลี้ยง วันดีคืนดีเจ้าแมวตัวนั้นดันแปลงกายเป็นมนุษย์ได้

รีวิวซีรีย์ Meow, the Secret Boy สาวนาม ซลกิม ที่รับแมวชื่อ ฮงโจ มาเลี้ยง วันดีคืนดีเจ้าแมวตัวนั้นดันแปลงกายเป็นมนุษย์ได้

เรื่องย่อ Meow , the Secret Boy หลังจากหยุดงาน ซลอา ก็กลับไปโรงเรียน เพราะต้องการหาที่อยู่คนเดียวเงียบๆ เธอเอาแมวที่ชื่อ ฮงโจ กลับมาบ้านเพราะเพื่อนขอให้ช่วย และเรื่องราวชีวิตของเพื่อนร่วมบ้านทั้งสองก็เกิดขึ้น แต่ซลอาไม่รู้ความจริงที่ว่าแมว Meow ฮงโจมีความสามารถในการกลายร่างเป็นมนุษย์ แน่นอนว่าเพื่อนๆ ของซลอาสังเกตเห็นสิ่งแปลกๆ เกี่ยวกับฮงโจ เวลาที่ฮงโจกลายเป็นมนุษย์ รอบบ้านเดี่ยวที่สงบกำลังจะเปลี่ยนไป ฮงโจพบว่ามันยากที่จะทนให้ตัวเองอยู่ในร่างแมวเฉย ๆ เวลาที่ซลอายุ่งอยู่กับงานเกินกว่าจะรักและเอ็นดูเขา ซลอาจะจำฮงโจในร่างมนุษย์ของเขาได้หรือไม่

ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่จากช่อง KBS ที่ส่งตรงลงบริการสตรีมมิงเจ้าดังอย่าง Viu แบบทันใจไม่ต้องรอนาน เรียกว่าเกาหลีดูวันนี้พี่ไทยก็ได้ดูแบบหายใจรดต้นคอในวันรุ่งขึ้นเลยทีเดียว โดยตอนนี้ก็เพิ่งเปิดตัวสัปดาห์แรกไปด้วยจำนวน 4 ตอน (จากทั้งหมด 32 ตอน) ก็จะได้ดูกันทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ยาว ๆ กันไป ด้วยความที่ตัวเรื่องไม่ได้มีดาราแม่เหล็กมาเลี้ยงกระแสมากนักจึงเปิดตัวในเกาหลีไปแบบธรรมดาไม่ได้ดีหรือแย่ แต่กระนั้นตัวซีรีส์ก็มีพลอตที่น่าสนใจที่ดัดแปลงจากเว็บตูนปี 2009 เรื่อง Welcome ของนักเขียนชื่อ โกอารา (Go A-ra) เกี่ยวกับสาวนาม ซลกิม ที่รับแมวชื่อ ฮงโจ มาเลี้ยง วันดีคืนดีเจ้าแมวตัวนั้นดันแปลงกายเป็นมนุษย์ได้โดยที่เธอไม่รู้ แม้ตัวเว็บตูนจะมีลายเส้นเรียบง่ายสะอาดตา เล่าเรื่องแบบชีวิตประจำวันของหญิงสาวกับแมวพร้อมความวุ่นวายจากคนบ้างแมวบ้าง และไม่ได้เป็นงานที่ดังอะไรมาก แต่ด้วยพลอตของมันก็น่าสนุกเหมาะกับการทำเป็นซีรีส์อยู่ไม่น้อย

การดัดแปลงมาเป็นซีรีส์จึงต้องคิดรายละเอียดลงไป เพื่อให้มีความน่าติดตามมากขึ้น และก็เป็นงานถนัดของฝั่งพี่เกาเขาจริง ๆ ที่ใส่เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนรอบตัวนางเอกอย่าง ซลอา (ชินเยอึน) ให้มีมิติขึ้น ทั้งเรื่องรักสมัยมัธยมที่เธอยังไม่เคยลืมกับ แจซอน (ซอจีฮุน) ที่แม้ปัจจุบันเขาจะเพิ่งกลับมาเป็นโสดได้ไม่นาน และดูมีท่าทีเฉยเมยกับเธอมาตลอด หรือจะเป็นเรื่องพ่อของเธอที่อยู่ดี ๆ ก็อยากแต่งงานและขายบ้าน ยังรวมถึงซับพลอตในที่ทำงานบริษัทออกแบบกราฟิกที่เธอทำงานอยู่ ที่มีคู่พระรองอย่าง ดูซิก (คิมคังฮุน) เพื่อนสมัยมัธยมจอมพูดมาก กับสาวขี้อายนาม จีอึน (ยุนเยจู) ที่เข้าสังคมไม่เก่งที่มีเหตุให้วุ่นวายเรื่อย ๆ

ซอจีฮุนและที่วุ่นวายสุดคงเป็นแมวที่แอบกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ ที่คอยมาป่วนชีวิตของเธออยู่ประจำอย่าง ฮงโจ (คิมมยองซู หรือ แอล วง Infinite) ซึ่งความสัมพันธ์นายบ่าวของทั้งคู่นั้นผ่านการเก็บข้อมูลจากนิสัยน้องแมวมาได้น่าสนใจมาก เพราะเรื่องผูกว่าซลอาไม่ชอบแมว ไม่ได้อยากเลี้ยง (ไม่ได้เป็นทาสแมว) แต่เป็นเพราะแจซอนนั้นแพ้ขนแมวและหาคนรับเลี้ยงแทนไม่ได้หลังจากแฟนเก่าของเขาเอาฮงโจมาคืน ซลอาจึงต้องรับเลี้ยงมาและพบว่าเธอไม่ถูกกับแมวจริง ๆ นั่นล่ะเพราะเธอชอบหมาที่เข้าหาเธอมากกว่าแมวที่ไม่ค่อยสนใจคนเลี้ยง แม้จะเอาแมวมาช่วยเลี้ยงให้แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับแจซอนก็ไม่ได้ดีขึ้น เพราะแจซอนก็ดูไม่ได้ใส่ใจซลอาเป็นพิเศษดูออกจะเฉยเมยใส่ด้วยซ้ำ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ซลอาจำเป็นต้องย้ายบ้านและเจ้ากรรมนายเวรก็พัดพาให้เธอมาอยู่บ้านหลังตรงข้ามกับแจซอนเสียอย่างนั้น ฮงโจเองเมื่อเวลาแอบกลายเป็นคน ก็สงสัยว่าทำไมเขากลายเป็นมนุษย์ได้เมื่อมาอยู่กับซลอา และก็ดูจะค่อย ๆ เปิดใจยอมรับซลอาที่เอาใจใส่เขาในยามที่เขาไม่สบายมากขึ้น (ตกเป็นทาสซะเอง 55) และนั่นก็ทำให้ฮงโจเริ่มเข้าไปยุ่งกับความสัมพันธ์ของซลอากับแจซอนมากขึ้นด้วย และน่าจะเป็นเหตุอลวนให้เรื่องราวสนุกขึ้นไปอีก นอกจากเรื่องเลิฟคอเมดีย่อยง่ายที่ว่ามาแล้ว ซีรีส์ก็ยังมีปริศนาสร้างลูกล่าลูกชนให้คนสนใจติดตามด้วย ทั้งประเด็นที่ฮงโจทำไมกลายเป็นคน แจซอนที่ดูจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับอดีตของซลอากับฮงโจ เรียกว่ามีทั้งมุมน่ารักน่าหยิกฟินแตก ก็มีมุมซับซ้อนให้คอยติดตามด้วย อ่านต่อ

ซีรีย์

รีวิว CURSED มนตราต้องสาป เล่าเรื่องราวที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วอย่างตำนานกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม

รีวิว CURSED มนตราต้องสาป เล่าเรื่องราวที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วอย่างตำนานกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม

ซีรีย์มนตราต้องสาป CURSED เล่าเรื่องราวที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วอย่างตำนานกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม เพียงแต่เปลี่ยนโฟกัสมาที่จุดศูนย์กลางเป็นเรื่องของ นีมุย (แคเธอรีน แลงฟอร์ด) ภูติสาวที่มีพลังลึกลับเกินควบคุมที่ต้องรับคำสั่งเสียสุดท้ายจากแม่ให้นำดาบแห่งอำนาจที่จะใช้ตัดสินว่าใครคือกษัติร์ย์ที่แท้จริงไปมอบให้แก่ เมอร์ลิน (กุสตาฟ สการ์สการ์ด) พ่อมดขี้เมา ใน CURSED ความหวังเดียวที่จะหยุดสงครามชิงอำนาจที่กำลังกัดกินแผ่นดินให้สงบลงได้ จนเธอได้พบกับ อาร์เธอร์ (เดวอน เทอเรล) วนิพกพเนจรที่มีฝีดาบเหนือชั้นผู้มาทำให้ความรู้สึกของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแต่ภารกิจนี้ไม่ง่ายเพราะดันมีผู้ต้องการดาบมากมายรวมถึง คาร์เดน (ปีเตอร์ มุลลาน) ผู้นำนักบวชชุดแดงกองกำลังทำลายล้างเหล่าภูติอย่างเธอที่ต้องการดาบเพื่อให้อำนาจของคริสตจักรอยู่เหนือการต่อกร

หลายคนเกิดอาการเดจาวูว่าเคยเห็นเนื้อเรื่องประมาณนี้มาจาก Game of Thrones ซีรีส์สุดฮิตของ HBO ก็คงไม่แปลกนักเพราะทั้งการชิงบัลลังก์และมนต์ดำเวทย์มนตร์ต่าง ๆ คือส่วนผสมที่คุ้นเคยดีสำหรับคอซีรีส์แนว ๆ นี้มานานมาก ยิ่งมาผสมกับเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์อีกหลายคนอาจจะเบือนหน้าหนีไปเลย แต่ช้าก่อน..ในความซ้ำมันก็มีความใหม่และทำได้น่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีความเรื่องของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ใหม่ที่บอกเลยว่าน่าสนใจและชวนติดตามมาก ๆ

โดยในซีนหนึ่งของตอน 6 ที่เริ่มเผยที่มาสำคัญของตัวละคร มันได้บอกความลับของดาบแห่งอำนาจว่ามันมาจากตัวละครชายคนหนึ่งที่มีดาบนี้ฝังอยู่ในร่างกายและผู้ที่ดึงมันออกมาก็คือหญิงสาวที่เขากำลังจะตกหลุมรักนั่นทำให้นัยยะของดาบถูกนำมากลับหัวกลับหางและทำให้การที่ดาบแห่งอำนาจหรือเอ็กซ์คาลิเบอร์ไม่ได้เชื่อมโยงไปเพียงแค่อาเธอร์ก็ก่อให้เกิดเรื่องราวใหม่ ๆ ที่อิงจากตำนานเก่าแก่ได้อย่างยอดเยี่ยม

และในเมื่อคราวนี้เราไม่ต้องมาจ้องว่าอาเธอร์จะไปดึงดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์มาจากไหน ก็ทำให้นีมุยกลายเป็นตัวละครนำที่เราจะเอาใจช่วยได้อย่างเต็มที่ ยิ่งมันวางตัวละครให้เป็นเหมือนเหยื่ออำนาจระหว่างคริสตจักรและเป็นตัวซวยที่เหล่าภูติเองก็ไม่ยอมรับด้วยแล้ว ยิ่งทำให้มิติของตัวละคร นีมุย ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที โดยเฉพาะช่วงตอน 1-5 ที่เธอต้องค้นหาตัวเอง ซีรีส์ก็เล่าเรื่องได้สนุกมากแถมยังมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กระหว่างเธอกับอาร์เธอร์แบบคู่รักคู่แค้นเดี๋ยวไว้ใจกันไม่ได้ เดี๋ยวก็หวานใส่กันให้สายหวานได้จิ้นกันอีก

ส่วนใครที่คิดว่าซีรีส์มีตัวละครนำเป็นผู้หญิงแล้วแอ็กชันคงจะปวกเปียกคิดใหม่ได้เลย ! เพราะขึ้นชื่อว่าสร้างมาจากกราฟิกโนเวลของ แฟรงค์ มิลเลอร์ แล้วมันย่อมต้องโหด มัน และสนุกแบบคาดเดาไม่ถูกแน่ ๆ ช่วงตอนแรก ๆ อาจจะมีแต่ภาพโหด ๆ ของนักรบนักบวชแดงแต่พอตอน 6เป็นต้นไปเมื่อ นีมุย เริ่มตระหนักถึงอำนาจของตัวเอง

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็คงต้องชม แคเธอรีน แลงฟอร์ด ที่ไม่ปล่อยให้โอกาสแจ้งเกิดของเธออีกครั้งต้องเสียเปล่า ทั้งเสน่ห์ของหน้าตาและบทบาทอินโนเซนต์ ๆ ก็คงทำให้หนุ่ม ๆ หลงไหลได้ไม่ยาก สำหรับสาว ๆ แล้ว การปรากฎตัวของ เดวอน เทอเรล ในบทอาเธอร์หนุ่มผิวเข้มก๋็น่าจะทำให้เสียอาการได้ไม่น้อย อ่านต่อ

ซีรีย์

รีวิวซีรีย์ Into The Night บินสู่ความมืดมิด เริ่มจาก ทหารจากนาโต้ คนหนึ่งแย่งปืนเจ้าหน้าที่สนามบิน

รีวิวซีรีย์ Into The Night บินสู่ความมืดมิด เริ่มจาก ทหารจากนาโต้ คนหนึ่งแย่งปืนเจ้าหน้าที่สนามบิน

เรื่องย่อ Into The Night  ทหารจากนาโต้ คนหนึ่งแย่งปืนเจ้าหน้าที่สนามบินแล้วบังคับให้เครื่องบินที่เพิ่งเปิดให้ผู้โดยสารขึ้นได้ไม่กี่คนออกบินทันที เขาสติแตกบังคับให้บินไปทิศตะวันตกเพื่อหนีเวลากลางวัน และบอกว่ากำลังช่วยชีวิตทุกคนบนเครื่องอยู่ ทหารจากนาโต้ ได้บอกอีกว่า เพราะตอนนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ใครก็ตามที่ถูกดวงอาทิตย์สาดส่องจะต้องตายทันที!

เรื่องย่อข้างต้นคงทำให้ใครที่อ่านน่าจะสนใจซีรีส์พลอตไซไฟเจ๋ง ๆ แบบนี้ได้ไม่ยาก ลองนึกภาพว่าถ้าแสงอาทิตย์ทำให้คนตายได้แล้วคุณอยู่บนเครื่องบินที่ต้องบินหนีไปทางตะวันตกเรื่อย ๆ โดยคำนวณเวลาและปริมาณน้ำมันเพื่อแวะเติมและหนีช่วงเช้าไปเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็ได้แต่ดูข่าวว่าผู้คนที่อยู่บนพื้นก็ทยอยตายลงเรื่อย ๆ ไล่จากฝั่งเอเชียมาแบบว่าถึงจะหลบในอาคารไม่โดนแสงโดยตรงก็ยังไม่รอด นี่คงเป็นอวสานโลกแบบไม่ต้องสงสัย คือแค่ไอเดียเรื่องก็น่าสนุกแล้วล่ะ

โดยนี่เป็นซีรีส์สัญชาติเบลเยียม ที่มีความนานาชาติมากเพราะตัวละครจากต่างที่จำเป็นต้องใช้ภาษาสื่อสารกันหลากหลายมากทั้งฝรั่งเศสที่เป็นภาษาหลักของเรื่อง แล้วยังมีภาษาอังกฤษ อิตาลี รัสเซีย อาหรับ ตุรกี โปแลนด์ ใช้เล่นได้อีก ความโชคดีคือเราได้อ่านซับไทยทั้งหมดโดยไม่ต้องสนใจว่าตัวละครพูดภาษาอะไรกัน และในแต่ละตอนจะใช้ชื่อตัวละครเป็นชื่อตอนเพื่อขยายปมในตัวละครตัวนั้น ซึ่งทั้งไอเดียทั้งคอนเซ็ปต์ตัวละครนานาชาติเป็นตัวตั้งต้นที่น่าสนใจให้น่าจะทำซีรีส์ออริจินัลเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ยิ่งได้ครีเอเตอร์ที่ผลงานดีอย่าง เจสัน จอร์จ ที่เคยอำนวยการผลิตซีรีส์ดี ๆ อย่างซีรีส์ญี่ปุ่น The Naked Director และซีรีส์เจ้าพ่อยาเสพติด Narcos มาคุมการผลิตและเขียนบทด้วยตนเองแบบนี้ด้วยก็ไม่แปลกที่ใคร ๆ ก็คงพูดถึงซีรีส์นี้

ทว่าส่วนผสมตั้งต้นดี ๆ ที่ว่ามาก็มายับเยินจากปัญหาการสร้างตัวละครที่ทุกตัวเหมือนคนมีอาการทางจิต อารมณ์กับตรรกะเหตุผลเปลี่ยนเป็นว่าเล่นแทบทุกนาที และเป็นกับทุกตัวละครหลัก จนเราไม่สามารถคาดเดาหรือยึดสายตาตัวละครไหนแทนตัวเราในการติดตามเรื่องได้เลย ปัญหาที่ว่ามานี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนแรกยันตอนที่ 6 อันเป็นตอนสุดท้ายของซีซันแรก โดยที่ชื่อตอนที่เอามาจากตัวละครก็ไม่ได้เป็นว่าตัวละครนั้นจะเป็นพระเอกหรือเปลี่ยนมุมมองเป็นตัวละครนั้นในแต่ละตอนแต่อย่างใด เพียงเพิ่มฉากภูมิหลังตัวละครนั้นเข้ามานิดหน่อยแล้วก็เล่าเรื่องปกติต่อไปแบบเสียของมากที่อุตส่าห์ตั้งชื่อตอนเป็นตัวละคร และกับความยาวแต่ละตอนแค่ 40 นาทีโดยประมาณที่แค่เหตุการณ์ก็ขับเคลื่อนเรื่องได้มากพอแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องใส่การเปลี่ยนแปลงตัวละครไปมามากมายขนาดนี้ทำไมเช่นกัน พูดแบบนี้ก็จะหาว่าอคติในการรับชมมากเกินไปต้องขอยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพนิดหน่อย

ตัวละคร ซิลวี่ อดีตทหารที่เพิ่งสูญเสียแฟนจากโรคร้ายเธอเอาเถ้ากระดูกของเขามาขึ้นเครื่องเพื่อไปโรยกระดูก ซึ่งเธอน่าจะเป็นตัวละครที่แทนสายตาผู้ชมมากสุดแล้วทั้งบทที่ชงให้เธอทั้งซีซันและชื่อเธอที่เป็นชื่อตอนแรกด้วย แต่แค่ฉากแรกเมื่อเธอตกอยู่ในสถานการณ์มีคนถือปืนบุกขึ้นเครื่องมาและร้องขอให้ใครก็ได้ที่เคยขับเครื่องบินมาช่วยนักบินอีกคนขับ เธอก็รีบเสนอตัวเพราะเคยขับเฮลิคอปเตอร์มาก่อนทันทีแบบไม่ลังเล แต่พอเข้าไปห้องนักบินได้สักพักเธอก็เพิ่งนึกได้ว่า เฮ้ยอย่าไปยอมมันสิ ให้มันยิงฉันเลย แต่นักบินอย่าเอาเครื่องขึ้นนะ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนของคาแรกเตอร์ตัวละครอย่างซิลวี่เท่านั้น ยิ่งฉากหลัง ๆ ที่นักบินมีปัญหาและซิลวี่ต้องเลือก 2 ตัวละครมาช่วยจับนักบิน เธอก็ใช้ตรรกะที่ดีของเธอเลือกคู่กัดที่เพิ่งมีปัญหาขนาดไล่ให้อีกคนลงจากเครื่องไปตายมาช่วยกัน ซึ่งหนึ่งในคนนั้นเป็นชายแก่ ๆ ดูอ่อนแอเกินจะมาจับใครได้ และทั้งที่บนเครื่องมีผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ไม่มีปัญหากันให้เลือกอีกมาก แต่ซิลวี่ก็ไม่เลือกครับ และคู่ที่มีปัญหากันนี้ก็รีบมาช่วยกันแบบไม่มีแง่งอนกันด้วย ร่วมมือกันดีมาก เราก็คิดว่าเออดีจะฆ่ากันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนตอนนี้รักกันดีละจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทั้งเครื่องเสียที แต่ป่าวครับ เขาก็ร่วมมือกันตามบทแค่ฉากนี้ล่ะ แล้วก็กลับไปมีปัญหากันต่อ อ่านต่อ 

ซีรีย์

รีวิวซีรีส์ Snowpiercer เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในปี 2031 หรือ 15 ปีหลังจากเหตุหายนะ

รีวิวซีรีส์ Snowpiercer เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในปี 2031 หรือ 15 ปีหลังจากเหตุหายนะ

Home What The Fact ซีรีส์ Snowpiercer กำลังจะได้ชมกันในวันที่ 25 พฤษภาคมที่จะถึงนี้แล้ว สำหรับซีรีส์รถด่วนขบวนสุดท้ายหลังโลกหายนะอย่าง snow ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ที่สหรัฐฯ ช่อง TNT ส่วนในบ้านเราได้ชมทางสตรีมมิง Netflix ซึ่งสำหรับหลายคนที่สงสัยว่า ฉบับซีรีส์ Snowpiercer นี้คือการนำฉบับหนังเมื่อปี 2013 มารีเมกใช่หรือไม่? เพราะดูจากตัวอย่างแล้วไม่เห็นตัวละครเดิม ๆ จากในหนังกลับมา วันนี้ What the Fact มีคำอธิบายมาบอกแล้ว นั่นคือซีรีส์ที่จะได้ชมนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนในฉบับหนัง หรือก็คือเหตุการณ์ในภาคต้นนั่นเอง

ดัดแปลงมาจากนิยายภาพของฝรั่งเศสเรื่อง “Le Transperceneige” ของ Jacques Lob และ Jean-Marc Rochette ตีพิมพ์เมื่อปี 1982 ซึ่งผู้กำกับบงจุนโฮเอามาดัดแปลงเป็นฉบับหนังในปี 2013 บอกเล่าเรื่องราวโลกในอนาคตที่กลายเป็นยุคน้ำแข็ง ผู้รอดตายกลุ่มสุดท้ายอาศัยอยู่บนรถไฟที่แล่นไม่มีวันหยุดที่ต้องแล่นตลอดเวลาไปบนรางรถไฟที่วิ่งรอบโลก ที่เนื้อหาถูกใจบงจุนโฮจนเอามาทำเป็นหนังก็เพราะเนื้อเรื่องนั้นมีจุดเด่นอยู่ที่การวิพากษ์ประเด็นชนชั้นทางสังคมเช่นเดียวกับที่ทำกับ Parasite (2019)

ตามไทม์ไลน์ของฉบับนิยายภาพนั้น เรื่องราวโลกล่มสลายเพราะอุณหภูมิโลกถึงจุดเยือกแข็งจนทำให้เมืองต่าง ๆ ในโลกกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดนั้นเกิดขึ้นในปี 2014 รถไฟที่วิ่งด้วยพลังงานแม่เหล็กขบวนนี้สร้างขึ้นโดยวิศวกรชื่อ “วิลฟอร์ด” และมีการออกแบบแต่ละตู้ของรถไฟแบ่งตามชนชั้นวรรณะทางสังคมตั้งแต่รวยสุดไปจนยากจนสุด คนรวยอยู่โบกี้หน้าสุด ยากจนสุดอยู่โบกี้หลังสุด โดยเหตุการณ์ในซีรีส์ที่จะได้ชมกันนี้ จะเป็นเหตุการณ์หลังเหตุหายนะ 7 ปี

ส่วนเหตุการณ์ในฉบับหนัง ตอนต้นเรื่องได้บอกว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในปี 2031 หรือ 15 ปีหลังจากเหตุหายนะ Chris Evans รับบทเป็น “เคอร์ติส เอเวอร์เรต” ผู้โดยสารชนชั้นล่างที่บุกไปทวงถามความยุติธรรมจากวิศวกรผู้สร้างรถไฟอย่างวิลฟอร์ด (รับบทโดย Ed Harris) ที่อยู่โบกี้หัวขบวนหลังจากผู้โดยสาร 74% ของขบวนกำลังจะอดตายแต่พวกหัวขบวนยังคงอยู่กันอย่างสุขสบายดี ส่วนฉบับนิยายภาพนั้น มีบอกเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดเหตุหายนะ ครอบคลุมไปจนถึง 17 ปีหลังเกิดเหตุ ซึ่งก็คือช่วงเวลาหลังฉบับหนังไปอีกนั่นเอง อ่านต่อ

ซีรีย์

รีวิวซีรีย์เกาหลีแนว แอคชั่น Kill It : นักฆ่ารับจ้าง บอกเล่าเรื่องราวของ คิมซูฮยอน สัตวแพทย์หนุ่ม ซึ่งอดีตเป็นนักฆ่าฝีมือระดับหัวกะทิ

รีวิวซีรีย์เกาหลีแนว แอคชั่น Kill It : นักฆ่ารับจ้าง บอกเล่าเรื่องราวของ คิมซูฮยอน สัตวแพทย์หนุ่ม ซึ่งอดีตเป็นนักฆ่าฝีมือระดับหัวกะทิ

Kill It : นักฆ่ารับจ้าง หลังจากที่รายชื่อที่ปรากฎในสมุดบันทึกที่ถูกพบในที่เกิดเหตุฆาตกรรมนักข่าวที่เธอคุ้นเคย ค่อยๆตายอย่างปริศนาไปทีละคน โดฮยอนจิน (รับบทโดย นานะ After School ผลงาน : The Good Wife / ภาพยนตร์ The Swindlers) ก็เริ่มมั่นใจว่า การตายเหล่านี้เกี่ยวข้องกัน และอาจเป็นการฆาตกรรมต่อเนื่องอันมีเหตุผลเบื้องหลัง เธอเริ่มทำการสืบสวนคดีการตายที่เกิดขึึ้นครั้งล่าสุด โดยใน นักฆ่ารับจ้าง เธอหวังว่า นั่นจะทำให้เธอพบคนร้ายตัวจริง

ในวันที่เธอเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เธอได้พบกับสัตวแแพทย์ที่กำลังช่วยเหลือสัตว์ป่าบาดเจ็บ… คิมซูฮยอน (รับบทโดย จางกียง ผลงาน : Go Back Couple / Come And Hug Me / My Mister) ที่ทำงานเป็นสัตวแพทย์นั้น แท้จริงแล้ว เขาคือนักฆ่าอาชีพที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี จากสุดยอดนักฆ่า พาเวล (รับบทโดย เดวิด แม็คคีนิส ผลงาน Mr. Sunshine / Descendants of the Sun) ที่สิบกว่าปีก่อน ได้รับคำสั่งจากพ่อของซูฮยอนให้สังหารเขา แต่ด้วยเหตุผลบางประการ พาเวลไว้ชีวิตเขา และฝึกฝนให้เขาเป็นนักฆ่า

ก่อนที่พาเวล ผู้มีพระคุณที่เป็นเหมือนครอบครัวคนเดียวของเขาจะจากไป พาเวลได้มอบภาพถ่ายของเขากับคนที่เขาไม่รู้จักให้ ซูฮยอนคิดว่านั่นคือครอบครัวของเขา ครอบครัวที่ไม่เหลืออยู่ในความทรงจะของเขาเลย วันหนึ่ง เขาได้รับการติดต่อให้รับงานฆ่าระยะยาว ซึ่งมีขอเสนอว่า ทุกครั้งที่จัดการสังหารสำเร็จ เขาจะได้รับภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับอดีตที่เขาลืมเลือนไป เขาตัดสินใจรับงาน และใช้ชีิวิตในโลกสองใบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

แม้คดีฆาตกรรมที่เธอสงสัยจะถูกปิดไป พร้อมคนร้ายตัวปลอมที่ซูฮยอนสร้างหลักฐานมัดตัวให้รับผิดแทนเขา แต่ฮยอนจิน ไม่ปักใจเชื่อ และยังสืบคดีนี้ต่อ เธอย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในอาคารเดียวกับซูฮยอนที่ทำตัวเย็นชา และพยายามเตือนเธอไม่ให้เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อีกทั้งเธอยังต้องรับมือกับเด็กสาววัยรุ่น ที่อาศัยอยู่คนเดียว ซึ่งความจริงที่ฮยอนจินไม่นึกสงสัยเลยก็คือ เด็กสาวเป็นพยานสำคัญที่เธอตามหามาหลายปี ความใกล้ชิด นำไปสู่ความสัมพันธ์ซับซ้อน เมื่อเขาระวังตัว เพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร แต่เธอกลับไว้ใจเขา เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และความสงสัยในใจซูฮยอนว่า “ใครกัน จะเอาชีวิตไปปกป้องคนไม่รู้จัก”… หัวใจที่ฝังจำว่าตนถูกทิ้งขว้าง จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ อดีตลางเลือน อาจมีความเกี่ยวข้องที่เกินคาดเดา รับชมเรื่องราวของพวกเขาได้ใน Kill It

ซีรีส์เรื่องใหม่จาก ocn ที่คราวนี้ไม่เน้นความโหด (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่โหด 555) แต่เน้นฉากแอคชั่น เท่ๆ ภาพสวยๆ ให้สมกับที่ได้ พระ – นาง หน้าตาดี มาประกบกัน จนบางทีก็แอบนั่งเผลอมองความดูดีของทั้งคู่ จนลืมไปว่าเป็นฉากที่กำลังพยายามฆ่า เอาชีิวิตกันอยู่ เนื่องจากเรื่องนี้พระเอกของเรารับบทเป็นนักฆ่า หลักๆจึงเป็นเหมือนการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แสดงทักษะการวางแผนการลอบฆ่า หรือวิธีการฆ่าที่ไม่ทิ้งร่องรอย ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัว จึงไม่ออกแนวโรคจิต เหมือนงานของ ocn หลายเรื่องที่เราคุ้นเคยมาก่อนหน้านี้ ง่ายๆคือ เรื่องนี้ไม่ได้เลือดสาด โหดร้าย แม้ว่าจะจบลงที่ความตายเหมือนกันก็เถอะ ความโหดอาจไม่สะใจ แต่รับรองว่าจะได้เห็นฉากบู๊สวยๆ จากทั้งพระเอก และนางเอก ซึ่งด้วยรูปร่าง ระดับ นายแบบ – นางแบบ ของทั้งคู่ อยากบอกว่า ภาพออกมาสวยมากกกกก ระเบียบร่างกายทุกอย่างดูดีจริงๆ อ่านต่อ