keyboard_arrow_right
Megan
Uncategorized

รีวิวซีรีสซีรีส์เกาหลี A World Of Married Couple โลกการแต่งงานและคู่รัก

ซีรีส์ดราม่าเกาหลี A World of Married Couple “โคตรสนุก” ซีรีส์ดราม่าเกาหลี

A World of Married Couple  รีวิวพร้อมเปรียบเทียบเนื้อหาบางส่วนจากต้นฉบับ Doctor Foster และกับละครไทย พร้อมเหตุผลที่ซีรีส์เรื่องนี้มี ความแตกต่างจากละครไทย ในแนวผัวเมียตีกัน จนตอนนี้กลายเป็นสถิติแชมป์เรตติ้งสูงสุดตลอดกาลของเคเบิลทีวีไปแล้ว

ซีรีส์ที่เรตติ้งแรงสุด และสูงที่สุดในตอนนี้ เมื่อเกาหลีซื้อ Doctor Foster ซีรีส์จากช่อง BBC One ของอังกฤษมารีเมค แปลงบริบททางสังคมต่างๆ ให้เข้ากับเกาหลี มีความเป็นเอเชียมากขึ้น ซึ่งตัวเรื่องเล่าสั้นๆ ก็คือ ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์แบบของหมอหญิง “จีซอนอู” (รับบทโดย Kim Hee-Ae) กับผู้กำกับหนุ่ม “อีแทโอ” (รับบทโดย Park Hae-Joon) ต้องพังทลายลงเมื่อเธอได้รับรู้ว่าสามีแสนดีของเธอมีผู้หญิงคนอื่น “ดาคยอง” (รับบทโดย Han So-Hee) หญิงสาวสวยลูกคนเดียวของเจ้าของกิจการใหญ่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เธอก็เลยต้องพยายามตัดเขาออกจากชีวิตและต้องรักษาลูกไว้ให้ได้ แต่เรื่องมันไม่ง่ายเมื่อสามีของเธอก็ร้ายกาจกว่าที่คิด และพร้อมเปิดศึกแย่งลูกชายคนเดียว “อีจุนยอง” (รับบทโดย Jeon Jin-Seo) ซึ่งก็มีปมในใจเรื่องพ่อแม่มีปัญหา จนกลายปมทางจิตที่รอวันระบิดอยู่เช่นกัน

 

พูดกันตรงๆ พล็อตของเรื่องนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากละครไทยเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เรื่องนี้ทำได้ดีกว่าคือการใส่เหตุของการกระทำและผลลัพธ์ของการกระทำที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ตรงนี้อาจจะต้องทำความเข้าใจลอจิควิธีคิดของขนบธรรมเนียมละครไทยมาก่อนด้วยว่า ละครไทยเน้นโอเว่อร์ทั้งแอ็กติ้งและบทหลายอย่างที่ดูเกินจริง อย่าง แรงเงาที่ฝาแฝดสวมรอยแก้แค้นแทนกัน หรือการทรมานทรกรรมนางเอก ก่อนจบด้วยยังไงก็รักกัน ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเป็นสูตรสำเร็จของไทยที่คนดูส่วนใหญ่ทางทีวีก็ชื่นชอบแบบนี้อยู่แล้ว (วัดจากเรตติ้งก็จะเห็นชัด) แต่สำหรับกลุ่มดู Gen ใหม่ๆ ก็อาจจะยี้เมื่อต้องมาดูละครไทยอะไรแบบนี้ แต่แท้ที่จริงแล้วเรื่องแบบครอบครัวผัวเมียเป็นอะไรที่ใกล้ตัวคนดูแทบทุกเพศทุกวัยได้ทั้งนั้น เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่มีอยู่แล้ว แค่ละครหรือซีรีส์นำมาแต่งใหม่ให้แซ่บขึ้นไปอีก ซึ่งในกรณีของ A World of Married Couple นี้ก็คือเกาหลีหยิบยกเรื่องแนวเดียวกับที่ละครไทยชอบทำ แต่มาเป็นในแบบที่ลอจิควิธีคิดละเอียดขึ้น แล้วก็ใส่ความร้ายลึกลงไปในทุกมิติของตัวละครทุกตัว (ย้ำว่าทุกตัว) พร้อมทั้งขยายโลกของชีวิตแต่งงานในด้านที่ไม่สวยหรูออกมาให้คนดูได้เห็นกันแบบเป็นเหตุผลมากกว่าที่ละครไทยติดโอเว่อร์นิยมทำกัน

 

วิธีคิดและการกระทำที่ไม่ปกติของสองตัวเอก
จุดเด่นของเรื่องนี้ที่สุดก็คงเป็นวิธีคิดและการกระทำของตัวเอกทั้ง 2 คน จีซอนอูกับอีแทโอ ที่ต้องเรียกว่า “หญิงก็ร้าย ชายก็เลว” แม้คนดูอาจจะเอาใจช่วยจีซอนอูในฐานะนางเอกที่ถูกกระทำก่อน แต่การโต้กลับและแผนการหลายๆ อย่างของเธอก็เกินคนปกติทำเหมือนกัน ขนาดที่เชื่อว่าผู้ชายที่มีครอบครัวดูเองก็อาจจะเสียวๆ ว่าถ้านอกใจแฟนก็อาจจะเจอแบบนี้ได้ ซึ่งในกรณีของเธอตัวเรื่องมีปูเหตุผลไว้ลึกๆ เกี่ยวกับปมทางจิตใจที่เธอเองก็เคยประสบเหตุการณ์บางอย่างเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวของพ่อแม่มาเหมือนกัน นั่นทำให้เธอกลายเป็นเหมือนคนสติหลุดอยู่บ่อยๆ ที่แม้แต่ลูกก็ยังกลัวที่แม่กลายมาเป็นแบบนี้ไปได้ รวมถึงการถูกหักหลังจากคนรอบข้างก็มีส่วนทำให้ตัวละครนี้ลึกๆ กลายเป็นคนจิตใจไม่ปกติไปในที่สุด

ในเมื่อนางเอกกลายเป็นกึ่งๆ ตัวร้ายไปในตัว อีแทโอผู้เป็นสามีก็เลยร้ายไม่แพ้กัน จากความเลวเรื่องนอกใจภรรยาแสนดี ก่อนจะกลายมาเป็นความอาฆาตพยาบาทเมื่อชีวิตที่เขาต้องพึ่งภรรยามาตลอดต้องพังทลายลง เว้ากันซื่อๆ คือเขาเป็นพวก “เกาะผู้หญิงกิน” และก็ย้ายไปเกาะคนใหม่ที่ทั้งสาว สวย รวย ครอบครัวมีอิทธิอย่างสูงกับเมืองเล็กๆ แห่งนี้ แต่แค่นั้นไม่พอบทสร้างให้แทโอเลวร้ายลึกแบบจอมวางแผน แม้เขาอาจจะไปได้ดีกับคนใหม่ แต่กับคนเก่าที่เคยทำอะไรเขาไว้ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องช่วยเมียเก่าเขาไว้ก็ต้องเจอการล้างแค้นทั้งหมดเช่นกัน ทำให้ปัญหาของครอบครัวนี้ใหญ่โตลุกลามขึ้นเรื่อยในเมืองเล็กๆ ที่ใครๆ ก็รู้จักเจอหน้ากันทุกวัน ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดุเด็ดเผ็ดมันส์ด้วยการแก้แค้นไปมาไม่จบสิ้นของสองตัวละคร ที่กลายเป็นทิ้งบอมบ์ความปั่นป่วนให้กับทั้งเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ยังอยู้ในกรอบของความเป็นไปได้ มีเหตุผลรองรับเป็นปมลึกๆ ทางจิตใจตัวละครที่มีปัญหาหย่าร้างกัน

 

ลงลึกถึงรายละเอียดปมปัญหาในจิตใจของโลกการแต่งงานและคู่รัก
ปมทางจิตของเรื่องนี้เองที่เป็นส่วนเสริมที่เรียกว่าดีงามกว่าละครไทยตรงที่ ตัวเรื่องเผยให้เห็นมุมจากด้านมืดที่ส่งผลทำให้ตัดสินใจแก้ปัญหาผิดซ้ำๆ ของตัวละครทุกตัว อย่างนางเอกถ้าไม่หลุดร้ายกลับไปแรงเกินกว่าแค่หย่าร้างในตอนแรก เรื่องก็คงไม่เลยเถิดมาขนาดนี้ แต่ด้วยความรู้สึกในแบบมนุษย์ผู้หญิงที่ดีเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่กลับถูกนอกใจมันก็เจ็บแค้นยากเกินกว่าจะทนได้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่าถ้าเกิดกับตัวเองก็คงยากที่จะคุมไว้เหมือนกัน หรืออย่างมุมของอีแทโอที่มองแบบเป็นความรัก อยากครอบครองไว้ทั้งสองคน กับประโยคเด็ด “การรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องผิด” ซึ่งการสร้างโลกสองใบโดยให้ตัวเองมีความสุขคนละแบบ ผู้หญิงอาจจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ แต่ในมุมของคนนอกใจกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดจริงๆ ในความรู้สึกของเขา แต่แค่มันผิดต่อสังคมที่กรอบคู่รักไว้ด้วยการแต่งงาน ซึ่งซีรีส์ไม่ได้มีมุมแค่ของสองตัวละครหลักนี้ แต่ยังใส่ตัวละครเสริมในเรื่องที่เป็นคนรอบข้างในสังคมที่เกี่ยวข้องกับทั้งคู่ไว้ด้วย ในประเด็นปัญหาคู่รักครอบครัว แต่มีส่วนปลีกย่อยแตกต่างกัน รวมถึงผลลัพธ์คนละแบบแตกต่างจากคู่หลักของเรื่อง ในกรณีของคู่อื่นก็เป็นแบบเมียรู้แต่ยอมให้ผัวมีบ้านน้อย ก็เพื่อรักษาสถานะครอบครัวไว้ หรือไม่ก็ทำเป็นไม่สนใจคิดซะว่าผู้ชายก็แค่ขับถ่ายของเสียอออกมาตามสัญชาตญาณสืบพันธ์เท่านั้น หรือแม้แต่คู่ของวัยรุ่นที่ฝ่ายหญิงถูกทุบตีทารุณ แต่ก็ยังรักและไม่เอาผิดฝ่ายชายเพราะเชื่อว่าจะเปลี่ยนสันดานได้

ซึ่งตัวเรื่องนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างครบมากกับปัญหาชีวิตคู่ในด้านที่ไม่สวยงามเลยสักคน และก็สะท้อนปมที่มาปัญหากับแสดงผลลัพธ์เมื่อเวลาผ่านไป ที่แรกๆ อาจจะดูเหมือนแค่พยายามประคับประคองให้ดีก็ผ่านไปได้ แต่อะไรที่มันผิดพลาดไม่ใช่สักวันมันก็หวนกลับมาทำร้ายชีวิตคู่ได้ทั้งนั้น และไม่ใช่แค่ให้เห็นเรื่องราวแค่ฝั่งผู้หญิง แต่ฝั่งผู้ชายก็ได้เห็นเช่นเดียวกันทุกอย่าง เป็นซีรีส์ที่เปิดโลกให้เห็นปมปัญหาและผลลัพธ์ของการสร้างโลกสองใบขึ้นมาค่อนข้างครบทุกฝ่าย แม้จะเกิดจากผู้ชายก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงอย่าง “ดาคยอง” ที่ทั้งสาวสวยแต่กลับเห็นผิดเป็นชอบแบบนี้มีจริงๆ ใครมีครอบครัวดูแล้วคงได้ฉุกคิดกันทั้งชายและหญิงแน่นอนครับ (ถ้าไม่เข้าข้างตามใจตัวเองที่ดูนะ)

เมียน้อยผู้อ่อนโลกและซื่อตรงกับความรู้สึก

“ดาคยอง” เป็นตัวละครในบทมือที่สามที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากนางร้ายละครไทยมาก แม้ว่าเธอจะมีความร้ายลึกๆ จากการเห็นผิดเป็นชอบในเรื่องนี้ แต่ถ้ามองกันจริงๆ การกระทำต่างๆ ของตัวเธอเองกลับไม่ได้ร้ายเทียบเท่ากับตัวนางเอกจีซอนอูเลย เธอเป็นคนที่แสดงออกตรงๆ มีความรักในตัวแทโออย่างมาก การต่อสู้ของเธอเพื่อให้ได้มาซึ่งความรักกับจีซอนอูก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา อีกทั้งยังหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลาว่าเขาอาจจะหลอกใช้เธอ แต่ก็ยังเชื่อว่าเขารักเธอมากเช่นกัน ซึ่งด้วยวัย 20 นิดๆ กับฐานะทางบ้านที่มีอิทธิพลและพร้อมช่วยลูกตลอดเวลา ทำให้ตัวละครนี้ดูมีปมจากการโดนสปอยล์เอาใจมาแต่เด็ก จนไปสู่การเห็นผิดเป็นชอบในที่สุด ซึ่งเรื่องก็นำเสนอให้เห็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างเรียลสมจริง ที่แม้จะเหมือนทำชั่วได้ดี แต่ก็ไม่ได้มีความสุขอย่างที่คาดหวังไว้ และบทสรุปสุดท้ายของชีวิตครอบครัวที่แย่งคนอื่นมาก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เธอตั้งใจไว้เลย

ดาคยอง
ปัญหาหลังหย่าแล้วตัดเยื่อใยไม่ขาด
ช่วงครึ่งหลังของซีรีส์นำเสนอปัญหาของการตัดไม่ขาด แม้จะหย่าร้างไปแล้ว แต่อะไรๆ หลายอย่างก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในคู่ตัวเอกอาจจะมาในรูปของการแก้แค้นกัน แต่ในคู่รองจะมาในรูปแบบของการพยายามกลับมาเริ่มต้นใหม่ ขอโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นของคนที่เมื่อเสียไปจริงๆ ถึงเริ่มคิดได้ แต่แก้วที่ร้าวแล้วก็ไม่สามารถกลับมาต่อติดเหมือนเดิมได้ ตัวเรื่องใส่รายละเอียดชีวิตหลังการหย่าร้างไว้ แล้วกลับยังตัดไม่ขาดได้อย่างละเมียดละไม ซึ่งเมื่อรับชมไปเชื่อว่ามุมมองคนดูเองก็คงรู้สึกกลับมาเห็นใจตัวละครที่กระทำความผิดแล้วสำนึกได้เมื่อสายไปแล้วไม่น้อยเช่นกัน

ถ่านไฟเก่าคุ (สปอยล์บางส่วน EP13-14)

ช่วงก่อนโค้งสุดท้ายของซีรีส์จะพาคนดูไปหาเรื่องราวของถ่านไฟเก่าที่กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง ทั้งในแง่ของการทำดีหมดใจเพื่อขอโอกาสอีกครั้งของคู่รอง เยริม กับ เจฮยอก สามีที่นอกใจและได้รับบทเรียนจากการตัดสินใจหย่าขาด จนกลายเป็นคนละคนหลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่มีที่ไปอีกแล้วเมื่อแก่ตัวขึ้น เรื่องใช้คู่นี้มาเปรียบเทียบกับคู่เอกของเรื่องจีซอนอูกับแทโอที่กลับด้านไปในทางร้าย เมื่อถ่านไฟเก่าคุจนกลายเป็นย้อนศรกลับไปทำร้ายลูกอย่างไม่ตั้งใจ และก็ลามไปถึงชีวิตคู่ใหม่ของแทโอกับดาคยอง ที่ดูเหมือนวงจรการมีชู้นอกใจหวนกลับคืนสนองเธออีกครั้ง แม้จะแย่งแทโอมาได้แล้วในตอนแรก

การให้อภัยก็กลายเป็นบาดแผลทำร้ายจิตใจได้เช่นกัน (สปอยล์บางส่วน EP15-16 ตอนจบ)
เนื้อเรื่องช่วงโค้งสุดท้ายหนักหน่วงมากจากการที่แต่ละคู่คนที่ทำผิดไปก็พยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้รับการให้อภัยและกลับมา เชื่อว่าตัวคนดูเองก็คงรู้สึกเห็นใจตัวละครที่ทำผิดในเรื่องนี้ไม่น้อย แต่อีกด้านก็รู้สึกว่าพวกเขาสมควรได้รับสิ่งนี้แล้ว ตัวเรื่องจึงเลือกเดินไปทั้ง 2 แบบคือ ปลดล็อคให้เห็นเส้นทางของการให้อภัยดูก่อน จากนั้นก็นำเสนอชีวิตหลังจากนั้นที่ตอนแรกดูเหมือนจะสงบสุข และชีวิตคู่ที่ผิดพลาดไปได้รับการแก้ไข แต่เรื่องก็ไม่ได้ให้เห็นแต่ด้านที่สวยหวาน ในเมื่อความเป็นจริงของชีวิตคือ “บาดแผลในใจที่ยังคงอยู่เสมอ” และก็กลายเป็นความรู้สึก ทั้งรัก ทั้งเกลียด ทั้งแค้นตัวเองที่ไม่อาจจะกลับมามีชีวิตคอบครัวที่สวยงามได้เหมือนเดิมได้จริง และบาดแผลจากการให้อภัยนี้เองก็กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายคนอื่นรอบตัวอย่างมากอีกด้วย และก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งของชีวิตคู่รอบสองหลังให้อภัยที่เรียลตามแบบที่เป็นจริงได้ดีมาก

สปอยล์

ตัวละครทุกตัวเทาๆ มีแผนซ่อนในใจ

แม้ว่าเรื่องราวจะมีเหตุผลรองรับการกระทำที่ดูแล้วสมเหตุผลมากพอให้เชื่อ แต่ว่าตัวซีรีส์ก็เหมือนจงใจเขียนบทให้เกินจริงไปเหมือนกัน จากการที่ทุกคนในเรื่องมีปมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกับตัวนางเอกไปซะทุกคน จนบางทีดูเหมือนนางเอกโดนรุมกินโต๊ะจากคนทั้งเมือง แต่มาอีกสักพักตัวละครเดิมกลับเปลี่ยนใหม่มาดีด้วย ซึ่งถ้ามองว่าเป็นการเขียนบทแบบเทาๆ ให้กับทุกตัวละครก็ฟังขึ้นได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าคนอะไรมันจะพลิกไปพลิกมากันได้ขนาดนี้ครับ แต่ก็เป็นจุดเด่นของเรื่องไปด้วยที่ทำให้แม้พล็อตจะง่ายๆ แต่กลับคาดเดาเหตุการณ์ในเรื่องได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะแต่ละคนเหมือนมีแผนในใจกันทั้งหมด แถมยังส่งผลกระทบต่อตัวนางเอกของเรื่องทุกคนด้วย ไม่ใช่แค่เป็นบทเสริมเรื่องรองอะไรแบบนั้น และจุดนี้เองก็เป็นจุดที่แตกต่างจากต้นฉบับ Doctor Foster ด้วยที่เน้นแค่คู่ตัวเอกหลัก แต่เรื่องนี้เน้นผลกระทบจากตัวละครอื่นๆ มาสู่เส้นเรื่องหลักอีกด้วย (จุดที่เริ่มแตกต่างกันมากหลังตอน 8 เป็นต้นไป)

ผู้หญิงโสดกับความเหลื่อมล้ำทางเพศ
ไม่ใช่แค่เรื่องราวของคนมีคู่แต่งงานแล้วเท่านั้น ในเรื่องยังมีประเด็นของการเป็นโสดมาเกี่ยวข้องกับหลายๆ อย่างด้วย ซึ่งถ้าผู้ชายโสดสังคมกลับยอมรับได้เป็นปกติ มีโอกาสก้าวหน้าทางการงานได้ แต่กลับกันพอเป็นเพศหญิงทั้งโสด กลายเป็นถูกประเมิณจากสังคมการทำงานว่าไม่มีความพร้อม ขาดประสบการณ์ครอบครัว ถูกปิดโอกาสก้าวหน้าทางการทำงานไปโดยปริยาย ตรงนี้อาจจะเป็นที่สังคมเกาหลีมีความเชื่อว่าผู้หญิงต้องมีครอบครัวถึงจะสมบูรณ์แบบ ถูกนับหน้าถือตาได้มากกว่าการเป็นโสด แม้จะทำงานเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจจะถูกยอมรับได้เท่ากับผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกมีสามีจะได้รับการยอมรับมากกว่า

ปมเด็กบ้านแตก
ไม่ใช่เรื่องราวชีวิตคู่สามีภรรยา แต่เรื่องนี้ไล่ลึกลงไปถึงปัญหาเด็กบ้านแตกจากการปัญหาพ่อแม่ ทั้งในส่วนของจีซออูที่มีอดีตพ่อแม่แบบเดียวกัน แม้จะโตมาได้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีบาดแผลฝังอยู่ในใจไม่เคยเปลี่ยน ส่วนตัวลูกชายของเธอเองก็ค่อยๆ มีปมทางจิตใจเปลี่ยนเป็นคนก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมรับทั้งพ่อและแม่ เพราะเมื่อมีปัญหาบ้านแตกแยกทางเมื่อไหร่ ลูกก็กลายเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายมักยื้อแย่งไว้กับตัว เหมือนเป็นเครื่องแสดงออกว่าใครได้ลูกไปคนนั้นคือคนชนะ โดยที่ตัวเด็กเองไม่ได้อยากอยู่ในเกมนั้นด้วยเลย ซึ่งตัว Jeon Jin-Seo ที่แสดงเป็นจุนยอง รับบทเด็กมีปมบ้านแตกออกแนวโรคจิตเก็บกดและน่าสงสารได้อย่างยอดเยี่ยมมาก แม้บทอาจจะดูว่ากระทำทำร้ายแม่บ่อยๆ จนดูร้ายกาจเกินจริงไปเหมือนกัน

ความแรงที่แตกต่างของละครไทยและต้นฉบับ Doctor Foster (มีสปอยล์บางส่วนพร้อมตอนจบ)
สำหรับคนที่ดูละครไทยแนวนี้มาบ่อยๆ มาดูเรื่องนี้ช่วงแรกตอน 1-4 อาจจะไม่ค่อยรู้สึกว่าแตกต่างสักเท่าไหร่ เพราะตัวเรื่องว่ากันจริงๆ ช่วงแรกก็ไม่หนีละครไทยแรงๆ ไปซะเท่าไหร่ แถมอาจจะดูเบากว่าด้วยเพราะไม่มีฉากตบตีจิกหัวทำร้ายกัน หรือแม้แต่การด่าด้วยคำหยาบออกมาก็ไม่มี ซึ่งเกาหลีก็เป็นแนวที่อาจจะดูซอฟท์กว่ามาก รวมถึงซอฟต์กว่าต้นฉบับในฉาก SEX Scene ด้วย (กดดูฉากเซ็กส์ซีนของต้นฉบับที่นี่) แต่พอพ้นจาก 4 ตอนแรกไปแล้วเรื่องถือว่าพีคมาก เข้มข้นในแบบเดายากแล้ว และพอถึงตอน 10 เรื่องราวจะหักเหไปแตกต่างจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง มีเรื่องของการคดีฆาตกรรมมาเกี่ยวข้องด้วย แต่หลังจากนั้นเรื่องราวถูกปรับกลับมาเป็นแนวทางปมปัญหาลูกกับถ่านไฟเก่าคุอีกครั้งเหมือนต้นฉบับ แต่ว่าก็มีส่วนแตกต่างอยู่

ต้นฉบับจบด้วยบทสรุปที่ทั้งคู่ได้รับผลจากการกระทำของตัวเอง จากการที่ทั้งคู่ยอมรับว่าก็ยังมีเยื่อใยต่อกัน หลังแม่เข้าไปห้ามพ่อไม่ให้ฆ่าตัวตายและสารภาพว่าตัดเยื่อใยไม่ขาด จนทำให้ลูกชายทนไม่ไหวทิ้งทั้งพ่อแม่หนีหายไปเพราะทนรับไม่ได้

ในส่วนของเกาหลีคล้ายกันคือแทโอพยายามฆ่าตัวตายให้รถชน แต่ไม่สำเร็จ ซอนอูเข้าไปช่วยไว้และก็เหมือนยอมรับไปในตัวว่ายังตัดเยื่อใยไม่ขาด (มีฉากแทโอกอดขาร้องไห้กับซอนอู) จนลูกชายช็อคกับการที่แม่ให้อภัยพ่ออีกครั้ง แล้วก็หนีหายไปเหมือนกัน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็กลับมา… ส่วนตัวละครอื่นๆ ในเรื่องต่างก็มีเส้นทางใหม่ของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ยึดติดกับสิ่งเดิมมาตลอด

ดูหนังออนไลน์ไทย 

Uncategorized

รีวิวหนัง Love Simon – อีเมล์ลับฉบับ ไซมอน ตกหลุมรักทางอินเตอร์เน็ต

รีวิวหนัง Love Simon - อีเมล์ลับฉบับ ไซมอน ตกหลุมรักทางอินเตอร์เน็ต

หนัง Love Simon หรือชื่อไทยว่า อีเมล์ลับฉบับไซมอน ทุกคนสมควรที่จะมีเรื่องรักดี ๆ กันสักครั้ง แต่สำหรับเด็กหนุ่มวัย 17 ปี อย่าง ไซมอน สเพียร์ มันค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่สักหน่อย เขายังไม่ได้บอกครอบครัว หรือเพื่อนเลยว่าเขาเป็นเกย์ และเขายังไม่รู้เลยว่าเพื่อนชายที่เขาตกหลุมรักทางอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นใครที่เป็นเพื่อนร่วมชั้น การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มันเลยค่อนข้างจะวุ่นๆ ตื่นเต้น และเต็มไปด้วยเสียงฮาที่แสนจะมีชีวิตชีวา ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Greg Berlanti (ผลงานที่ผ่านมาคือ Dawson’s Creek และ Brothers & Sisters) เขียนบทโดย Isaac Aptaker และ Elizabeth Berger จาก This is us โดยมีเค้าโครงเรื่องมาจากนวนิยายเรื่อง Love, Simon ฝีมือการเขียนของ Becky Albertalli ที่จะเป็นเรื่องราวสุดสนุกและชวนให้ใจละลายไปกับการก้าวข้ามวัยที่จะชวนให้คุณได้ค้นพบตัวเอง ไปพร้อมๆกับการตกหลุมรักใครสักคน

เป็นหนังโลกสวย ของนักเรียนวัยมัธยม ดำเนินเรื่องโดยชายที่ชื่อไซมอน ที่มีเพื่อนสนิทและครอบครัวที่อบอุ่น แต่เค้ามีความลับที่ไม่เคยบอกใครเลย นั่นคือเค้าเป็นเกย์ และได้คุยกับชายที่เป็นเกย์อีกคนบนอีเมล์ ที่ชื่อว่า “บลู” แต่สุดท้ายอีเมล์ได้หลุดจนทุกคนในโรงเรียนได้อ่าน

หนังดำเนินเรื่องในแบบชีวิตเด็กมัธยม High School น่ารักสดใส ครอบครัวก็อบอุ่น ดำเนินเรื่องเรียบๆ ไม่ค่อยมีจุดพีค ดูจบแล้วก็รู้สึกไม่สุด แต่ก็ได้ความเข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น เป็นหนังที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยเลย มันมีหลายอย่างที่สอนเรา ช่วยให้เราเข้าใจในชีวิตคนเกย์ ได้มากขึ้นเลยทีเดียว

คุณภาพของภาพและเสียง
โทนสีของหนังเป็นสีสว่าง สีสด ดูแล้วให้อารมณ์วัยรุ่นสดใส แต่เพลงที่ใช้ประกอบไม่สามารถดึงหนังให้ดีขึ้นเลย ก่อนดูหนังเรื่องนี้ ได้ฟังเพลงประกอบหนังของเรื่องนี้หลายเพลง แล้วชอบเพลงมาก แต่พอเอาไปประกอบกับหนัง รู้สึกมันไม่เข้ากับตัวหนังเลย ทำให้เฟลสุดๆ (เสียดายเพลงเพราะๆ ไม่สามารถช่วยอะไรตัวหนังได้เลย)

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
บทหนังได้ดัดแปลงจากหนังสือ นำเสนอได้น่ารักและอบอุ่น พูดถึงเพศที่เรียกว่า เกย์ ได้อย่าละมุน ลื่นไหล ไม่สะดุด ดูแล้วก็อินไปกลับหนังนะ แต่หาจุดพีคไม่เจอ เหมือนจะพีคแต่ก็ไม่พีค ดูจบแล้วรู้สึกหนังโลกสวยไปหน่อย (แต่ทำให้เราดูได้อย่างสบายใจ ไม่ดราม่าจนเราเครียด) นักแสดงบางฉากแสดงไม่เนียน บางทีมุมกล้องก็จงใจ กลายเป็นว่าไม่ต้องเดาเนื้อเรื่อง ก็มองออกว่าเนื้อเรื่องจะเป็นยังไงต่อ แต่นักแสดงเคมีตรงกัน ถือว่าเป็นข้อดีมากๆ ที่ทำให้หนังดูสนุกขึ้นมาเลยทีเดียว

ด้านดี
หนังเล่าเรื่องความเป็น เกย์ ได้อย่างน่ารักดูแล้วเราจะเข้าใจความเป็น เกย์ มากขึ้น (ผู้ใหญ่ในไทยบางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ เหมาะมากๆ ที่จะพาท่านไปดู) อีกเรื่องที่ดีคือฉากครอบครัว ต้องดูจนจบจะรู้ว่าครอบครัวที่ดีต้องเป็นแบบไหน ซึ่งหนังทำตรงนี้ได้ดีมากๆ Josh Duhamel ที่รับบทเป็นพ่อของไซมอน แสดงดีมากๆ มุกตลกก็ฮา มุกดราม่าก็ดี เวลาเจอฉากพ่อของไซมอนโผล่มา จะรู้สึกดีเสมอเลย รู้เลยว่าต้องสนุกแน่ๆ

ด้านแย่
อย่างที่บอกข้างต้น เสียดายเพลงประกอบหนังมากๆ เพลงเพราะแต่ไม่เข้ากับหนัง ดึงให้หนังแย่ลงไปอีก เสียดายมากๆ ตรงนี้ อีกอย่างคือไม่มีจุดตื่นเต้นหรือจุดพีคให้น่าจดจำเลย ดูจบแล้วออกมาคุยกับเพื่อนก็ไม่รู้จะคุยอะไรเพราะไม่ค่อยทีประเด็กให้มาคุยกัน แถมหนังก็โลกสวยสุดๆ ไปเลย ดูจบแล้ว เออ..ง่ายแบบนี้เลยหรอ?

เป็นหนังดีมากๆ ในการเล่าเรื่อง เกย์ ที่ทำให้ออกมาได้น่ารักขนาดนี้ เสียดายที่โรงที่ฉายมีน้อยมากๆ เลย แต่ถ้ามีโอกาสและเวลา แนะนำให้ตีตั๋วเรื่องนี้และเข้าโรงไปดูนะครับ มันเป็นหนังที่อบอุ่น ไม่เสียดายที่เข้าไปดูแน่นอน ที่มา

Uncategorized

รีวิว ซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์ Shadow And Bone ตำนานกรีชา

รีวิว ซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์ Shadow And Bone ตำนานกรีชา

Shadow and Bone ตำนานกรีชา ซีรีส์ Netflix แนวแฟนตาซี ฟอร์มยักษ์ที่สร้างจากนิขายขายดีทั่วโลก เรื่องราวของหญิงสาวที่มีพลังแสงสว่างอยู่ในโลกที่มีดินแดนเงามืดแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองฝั่ง ซึ่งพลังที่เธอมีสามารถลบล้างดินแดนแห่งนี้ลงได้ แต่ก็กลายเป็นภัยร้ายกับเธอด้วยเช่นกัน เมื่อทั้งโลกหันตามล่าเธอ

โครงเรื่องหลัก

ซีรีส์แฟนตาซีเรื่องนี้เนรมิตรโลกขึ้นมาใหม่หมด แต่เลือกโฟกัสมาที่ประเทศราฟกา ซึ่งมีเขตแดนเงามืดที่เรียกว่า “แดนพยับเงา” (The Shadow Fold) ขวางกลางประเทศแบ่งเป็นตะวันออกกับตะวันตก ต่างฝ่ายต่างไม่ถูกกัน แต่ก็พยายามลักลอบข้ามดินแดนมาหากันอยู่บ้าง เพียงแต่ต้องเสี่ยงอันตรายถึงตายเพราะในแดนพยับเงาเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดดุร้ายรูปร่างหน้าตาเหมือนค้างคาวยักษ์ที่ถูกเรียกว่า “โวลครา” ซึ่งก็คือจุดกำเนิดของเรื่องนี้ในตอนแรก เมื่อนางเอก “อาลีนา สตาร์คอฟ” หญิงสาวสังกัดหน่วยวาดแผนที่ทางทหารกองพลที่ 1 ของราฟกาฝั่งตะวันออก หาทางตาม “มัล” เพื่อนชายที่สนิทตั้งแต่วัยเด็กในบ้านเด็กกำพร้าเข้าสู่แดนพยับเงา และเรือถูกโจมตีจากโวลคราจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่แล้วอาลีนาก็แสดงพลังปาฏิหาริย์ออกมาโดยไม่รู้ตัวเป็นแสงสว่างออกจากตัวที่สลายความมืดมิดในดินแดนแห่งนี้ได้ และก็ทำให้โวลคราตายไปด้วย เธอจึงกลายเป็นเหมือนตำนานมีชีวิตที่เล่าขานกันมานานถึงผู้มีพลังสุริยะ ที่จะมาทำลายแดนพยับเงาให้หมดสิ้นไป และถูกดึงเข้าสู่หน่วยกองพลที่ 2 ของประเทศราฟกา ที่มีแต่ผู้มีพลังพิเศษที่เรียกว่า “กรีชา” (Grisha) เท่านั้น โดยกองพลนี้มีผู้นำคือ “นายพลคิริแกน” ผู้มีพลังควบคุมความมืดได้ และเชื่อกันว่าเขาคือลูกหลานของตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าแห่งความมืดที่สร้างแดนพยับเงานี้ขึ้นมาในอดีต จากอุบัติเหตุความผิดพลาด และพยายามหาทางแก้ปัญหาที่ต้นตระกูลสร้างไว้ โดยหวังนำพลังของนางเอกมาเพื่อใช้ในการนี้

ในอีกด้านเป็นเรื่องราวของราฟกาฝั่งตะวันตก ตัวเอกเป็นกลุ่มอาชญากร 3 คน ซึ่งจุดนี้ไม่ได้มีในนิยายดั้งเดิม Shadow and Bone แต่ดัดแปลงจากนิยาย Six of Crows ในชุดเดียวกัน นำมาใส่รวมเป็นเนื้อหาใหม่ในซีรีส์ ซึ่งทั้งสามคนนี้ประกอบไปด้วย “คาซ” เจ้าของคลับคาสิโนขาเป๋ที่เป็นมันสมองของทีม “เจสซี่” มือปืนคุมคลับที่แม่นสุดๆ แต่นิสัยรักสนุกติดการพนันอย่างหนัก “อิเนจ” สาวมือปามีดที่ตกเป็นทาสในซ่อง ก่อนที่คาซจะซื้อตัวมาใช้งานร่วมเป็นทีมเดียวกัน ซึ่งทั้ง 3 คนนี้รับภารกิจข้ามแดนไปลักพาตัวอาลีนากลับมาเพื่อเงินรางวัล 1 ล้าน ซึ่งต้องลอบเข้าพระราชวังที่เป็นที่รวมทหารกรีชาของฝ่ายตะวันตกไว้ให้ได้

เรียงจากซ้ายไปขวา เจสเปอร์ อิเนจ คาซ จาก six of crows
ส่วนจุดหมายสุดท้ายของเรื่องคือ การทำลายแดนพยับเงาของนางเอก ซึ่งการจะทำได้ต้องตามหาตัวช่วยชยายพลังกรีชา ในที่นี้คือกวางในตำนานที่นางเอกมักฝันถึงอยู่เสมอ แต่การทำลายแดนพยับเงานี้ก็มีอุปสรรคหลายอย่าง เพราะมีทั้งฝ่ายที่ต้องการให้มันคงอยู่ต่อไป และยังมีคนที่หวังคิดใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้อีกด้วย

เรื่องราวของกรีชา
ในโลกแห่งนี้ใส่ตำนานกรีชาของนางเอกไว้เป็นเหมือนพระเจ้ามาจุติ แต่โดยทั่วไปกรีชาคือมนุษย์ที่มีพลังพิเศษปะปนอยู่ทั่วไป มีทั้งรู้ตัวเองหรือไม่รู้ตัว ซึ่งในประเทศราฟกาจะมีการลงมาสำรวจหาผู้มีพลังกรีชา และดึงไปเป็นกองพลที่สองของประเทศ โดยพลังกรีชาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ควบคุมธาตุต่างๆ ในธรรมชาติ / ควบคุมร่างกายมนุษย์ได้ / ควบคุมวัตถุเล่นแร่แปรธาตุสร้างเครื่องมือได้ อย่างเช่นเสื้อที่กรีชาใส่เป็นเสื้อกันกระสุนไปในตัว

 

โลกในตำนานกรีชาอ้างอิงมาจากของจริง

รีวิว Shadow and Bone ตำนานกรีชา ซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์ที่สมราคาจริงๆ ของ Netflix (ไม่มีสปอยล์) 6ประเทศหรือดินแดนในเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศจริงๆ อย่างประเทศราฟกาในเรื่องนี้จำลองมาจักรวรรดิรัสเซีย ทศวรรษ 1800 ซึ่งจะเห็นเลยว่าเครื่องแต่งกายต่างๆ รวมถึงชุดทหารมีเค้าโครงมาจากรัสเซียทั้งนั้น หรือ “แดนพยับเงา” ในเรื่องก็แอบคล้ายกำแพงเบอร์ลิน มีการแบ่งประเทศออกเป็นสองส่วนตะวันตกกับตะวันออก ประเทศชูฮันที่เป็นเชื้อชาติของนางเอกก็คือจีน นางเอกในเรื่องเป็นลูกครึ่งชูฮันกับราฟกา ส่วนนักแสดง Jessie Mei Li เป็นลูกครึ่งฮ่องกง อังกฤษ นอกจากนี้ยังมีดินแดนอื่นๆ ในเรื่องที่เทียบเคียงกับประเทศต่างๆ ในโลกแต่ยังไม่ปรากฎให้เห็นในซีซั่นแรกด้วย ซึ่งใครสนใจตามไปอ่านต่อได้ที่เว็บของผู้เขียน Leigh Bardugo ในส่วนของ Grishaverse ได้ที่นี่ grishaverse.com/map-of-the-grishaverse/

ซีรีส์เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายขายดีของนิวยอร์คไทม์ที่จัดอยู่ในกลุ่มนิยายแฟนตาซีวัยรุ่นยุคใหม่ ซึ่งตัวละครหลักในเรื่องอยู่ในช่วงวัยรุ่นแทบทั้งนั้น และก็เน้นประเด็นเชื้อชาติ ชนชั้น ฐานะ ความรักวัยรุ่น ตรงกับพื้นฐานแนวนิยมของคนดูเน็ตฟลิกซ์ส่วนใหญ่มาตั้งแต่แรก การที่เน็ตฟลิกซ์ได้สิทธิ์สร้างเรื่องนี้ก็เหมือนการันตีว่าจะเป็นซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่มีฐานแฟนจำนวนมากทั่วโลกอยู่แล้ว และหลังได้รับชมก็ยืนยันได้เลยว่านี่จะเป็นซีรีส์ที่ติดขึ้นหิ้งอันดับต้นๆ ของเน็ตฟลิกซ์แน่นอน อีกทั้งยังมีวัตถุดิบมากมายจากนิยายชุดนี้ที่มีถึง 7 เล่ม (ในตอนนี้) กลายเป็นซีรีส์ที่การันตีว่าได้ดูกันยาวๆ อีกหลายซีซั่นกันตั้งแต่แรก (เวอร์ชั่นแปลไทยคลิกสั่งซื้อได้ทางซีเอ็ดบุ๊ค)

 

จุดเด่นของเรื่องคือการครีเอทโลกที่มีมนุษย์พลังพิเศษที่เรียกว่า กรีชา ออกมาแตกต่างจากแนวแฟนตาซีทั่วไปมาก ด้วยการสร้างสมดุลย์ของคนมีพลังพิเศษกับกลุ่มคนปกติที่มีอาวุธและการฝึกฝนมาดีก็สามารถต่อสู้เอาชนะได้เช่นกัน ซึ่งตัวเรื่องอธิบายตรงนี้ว่าการมาของปืนกับกองทัพทหารจำนวนมาก ทำให้กลุ่มคนที่มีพลังพิเศษก็ไม่อาจจะข้ามเส้นสมดุลย์ในโลกนี้ได้ และก็ต้องอยู่แบบพยายามไม่ให้มนุษย์ปกติเพ่งเล็งมาก ถึงแม้จะเป็นอย่างนี้ก็ยังมีกลุ่มล่ากรีชาเกิดขึ้นมาเป็นอริกับกรีชาโดยตรง โดยพวกเขามองว่ากรีชาเป็นพวกนอกรีต เหมือนแม่มดต้องจับมาลงโทษประหาร แบบเดียวกับในประวัติศาสตร์จริง ทำให้ตัวละครกรีชาในเรื่องแม้จะมีพลังพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าความสามารถของมนุษย์จัดการได้ กลายเป็นกรีชาเองที่รู้สึกว่าอ่อนแอ ต้องหาทางปกป้องพวกเดียวกันให้ได้ มีอคติกับมนุษย์ปกติ และก็กลายเป็นฝ่ายตัวร้ายในเรื่องซะเป็นส่วนใหญ่

ภาพถ่ายนักแสดงหลักนอกจอ

นางเอกในเรื่องคือลูกครึ่งชูฮันที่เทียบเคียงก็คือจีน ที่ถูกคนในสังคมรังเกียจมาตลอด (แอบเหมือนปมเหยียดเอเชียในอเมริกา แต่จริงๆ คือมีตั้งแต่ในนิยายแล้ว) และเธอเองก็พยายามทำตัวโลวโปรไฟล์มาตลอดเพื่อให้ได้อยู่กับมัลเพื่อนรัก แต่แค่เปิดเรื่องเธอก็กลายมาเป็นคนสำคัญของโลกทันที ตัวเรื่องจึงเดินหน้าในแนวการเปลี่ยนแปลงของนางเอกไปสู่การเข้าสังคมใหม่ จนเริ่มหลุดตัวตนเพราะโดยสปอยล์เอาใจเยอะ เรียกว่าใจแตกก็ว่าได้ ซึ่งคนดูคงรู้สึกไม่ค่อยชอบนิสัยนางเอกในช่วงนี้ไปสักพักใหญ่ถึงกลางเรื่อง ก่อนที่เธอจะกลับมาเป็นแนวเดิมในตอนแรกอีกครั้ง นอกจากนี้ช่วงแรกก็เป็นช่วงฝึกพลังนิดๆ หน่อยๆ ของเธอ เพื่อให้เรื่องช่วงหลังเธอเริ่มใช้พลังแสงนี้ได้สมเหตุผลมากขึ้น

กลุ่มตัวเอกจากนิยาย Six of Crows ที่รวมอาชญากรเท่ๆ แต่เป็นฝ่ายดีมาไว้ด้วยกัน รับรองว่าคนดูต้องชอบแน่นอน และที่สำคัญคือบทเด่นตีคู่กับนางเอกด้วยครับ

อันที่จริงตัวเรื่องเน้นบทฝ่ายมนุษย์ปกติมากกว่ากรีชาด้วยซ้ำ โดยมี 3 เส้นเรื่อง เส้นเรื่องแรกคือกลุ่มของคาซ เจสซี่ อิเนจ เป็นกลุ่มหลักที่มีบทบาทมากที่สุด เด่นสุด สนุกสุดในเรื่องนี้ เพราะเป็นตัวเอกจากนิยาย six of crows ด้วย เป็นแนวการเดินทางผจญภัยข้ามดินแดน ทำภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งการผจญภับของกลุ่มนี้ครบรสมาก และการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะเพื่อเงินรางวัลแล้ว ยังมีเรื่องมิตรภาพ ความรัก ชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข่อง โดยคาซที่ไถ่ตัวอิเนจมา กลับปากแข็งไม่ยอมเอ่ยความรู้สึกที่แท้จริงออกไป เจสซี่มือปืนประจำกลุ่มก็เป็นตัวโจ๊กและไม้เด็ดของกลุ่มที่ช่วยพลิกสถานการณ์มานักต่อนัก และก็มองออกว่าคาซกับอิเนจรู้สึกกันยังไง เขาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มที่มีบทบาทออกมาบ่อยสุด และก็แทบจะโขมยซีนได้ตลอดเรื่องเลยด้วย ในขณะที่อิเนจก็มีปมการเป็นทาสกับความเชื่อในเรื่องศาสนาไปจนถึงพระเจ้าทำให้ฆ่าใครไม่ได้ แต่เธอกลับเป็นคนที่มีฝีมือการต่อสู้เฉพาะตัวมากที่สุดในกลุ่ม

เส้นเรื่องที่ 2 คือการเดินทางของมัล ที่เป็นพระเอกของเรื่องก็ว่าได้ มัลที่พลัดพรากจากนางเอกไป และก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับมา ทำให้เขาตัดสินใจรับเรื่องการค้นหากวางในตำนาน ที่อาจจะทำให้เขาได้ไปพบกับอาลีนาในพระราชวังอีกครั้ง ซึ่งมัลจะมีเพื่อนร่วมทางอีกสองคนตามไปด้วย ตัวเรื่องของมัลนำเสนอความพยายามทำความเข้าใจจิตใจตัวเองของเขาว่าคิดอย่างไรกับอาลีนาที่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก และก็ผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย ถึงขั้นมีแผลที่มือแบบเดียวกัน ซึ่งส่วนนี้เป็นการเล่าย้อนอดีตไปถึงตัวอาลีนาในวัยเด็กด้วย ทำให้เรื่องดูโรแมนติกฟุ้งอยู่ตลอดเวลา และคนดูก็คงลุ้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วย เพราะช่วงเวลาที่มัลตามหาเธอนั้น อาลีนากลับเริ่มเปลี่ยนไปไม่เหมือนคนเดิมที่มัลรู้จักอีกต่อไป

เส้นเรื่องที่ 3 คือ นีน่ากับแมทเทียส โดยนีน่าเป็นกรีชาที่ถูกแมทเทียสนักล่าแม่มดจับมา และเกิดอุบัติเหตุเรือล่มทำให้ต้องผจญภัยไปด้วยกัน กลายเป็นค่อยๆ เปิดใจล้างอคติที่กลุ่มคนทั้งสองฝ่ายต่างถูกเสี้ยมสอนมาให้เกลียดชังกัน เป็นพาร์ทการเดินทางที่เต็มไปด้วยฉากน่ารักทุกครั้ง จากที่นีน่าเป็นผู้หญิงพูดอะไรตรงไปตรงมา และก็เริ่มรู้สึกชอบแมทเทียนที่อ่อนโลกในเรื่องผู้หญิง เนื่องจากชุมชนที่อยู่เป็นพวกเคร่งศาสนา มีขนบธรรมเนียมให้ผู้หญิงเรียบร้อย ต่างกับนีน่าแบบคนละโลก แต่แมสเทียสกลับเริ่มรู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เขาก็รู้สึกไม่ไว้ใจนีน่าว่าใช้ความสามารถกรีชาทำเสน่ห์ใส่เขาหรือไม่ ต้องบอกเลยว่าคู่นี้คือพาร์ทความรักที่ดีที่สุดในเรื่องแล้ว และก็ยังมีเรื่องราวต่อไปอีกมากไม่จบแค่ในซีซั่นนี้อีกด้วย

นีน่ากับแมทเทียส
ทั้ง 3 เส้นเรื่องนี้สุดท้ายจะมาบรรจบที่เมนหลักของเรื่องในส่วนของอาลีนาที่ต้องเผชิญหน้ากับคิริแกน ที่มีความคิดไม่ตรงกันในเรื่องการทำลายแดนพยับเงา และก็นำไปสู่ฉากต่อสู้สุดท้ายในตอน 8 ที่ปูเวลาให้เต็มๆ รับรองเลยว่าเป็นฉากที่อลังมาก สมกับเป็นซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์จริงๆ

CG เรื่องนี้ดีงามกันตั้งแต่เปิดมาตอนแรกแล้ว ฉากแดนพยับเงาที่เป็นฉากสำคัญของเรื่องทำออกมาได้ลึกลับน่ากลัว มีรายละเอียดความเป็นแฟนตาซีสูงมาก โดยการนั่งเรือบกฝ่าเข้าไป หรือใช้เส้นทางรถไฟทะลุฝูงโวลครา พลังของกรีชาก็หลากหลายแบบ ทั้งการควบคุมธาตุ ไฟ ลม ใช้ต่อสู้ หรือความสามารถเยียวยา ตกแต่งร่างกายมนุษย์ รวมถึงพลังหลักความมืดของคิริแกนเองก็ดูน่าสะพรึงกลัว และกลายมาเป็นอาวุธได้หลากหลายแบบ ส่วนของนางเอกเป็นพลังแสงให้ความสว่างกลบความมืดมากกว่าจะเป็นสายโจมตี ก็ออกแนวสวยงามอลังการไปกับเรื่องทุกครั้งที่ออกมา ซึ่ง CG ทุกฉากในเรื่องก็ไม่มีอะไรให้ติหรือขัดตาเลยแม้แต่น้อยครับ

จุดด้อยของเรื่องเท่าที่เห็นชัดมีจุดเดียวคือ ตัวเรื่อง เน้นหนัก ไปที่ บทความรัก ค่อนข้างเยอะ ทุกเส้นเรื่อง ต้องมี พาร์ทความรัก เป็นเรื่องรัก เสมอ และ ช่วงครึ่ง แรก ใน ส่วนของ นางเอก ที่ออก แนวรัก สามเส้า เธอ มัล คิริแกน ก็ดูเหมือนช่วง น้ำเน่า ที่สุดของเรื่อง ด้วยมุกเดิมๆ ต่างคนต่างเขียนจดหมายหากัน แต่กลับไม่เคยได้รับ จดหมาย ของอีกฝ่ายเลย จนทำให้เข้าใจผิดเริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งช่วงนี้คือครึ่งเรื่องแรกที่ดูแล้วรู้สึกอึดอัดมากว่าซีรีส์มีเนื้อหาส่วนอื่นที่ดีอยู่แล้ว แต่กลับมาเล่นเรื่องตรงนี้มาก เหมือนต้องการขายกลุ่มคนดูผู้หญิงเป็นหลัก ซึ่งก็อาจจะไม่ผิดอะไรที่คนดูชอบแนวทางนี้ แต่พอหลุดพ้นจุดนี้ไปได้ แม้เรื่องจะยังคงเต็มไปด้วยเรื่องรักๆ เยอะทั้งเรื่อง (รวมถึงมีฉากเกย์ด้วย) แต่ก็เป็นแนวที่ไม่รู้สึกน้ำเน่าอีกต่อไป แถมยังแทบไม่มีฉากจูบเกิดขึ้นในเรื่องอีกด้วย มีแต่บิ้วให้เกือบๆ เท่านั้น ก็อาจจะกลายเป็นขัดใจคนดูสาวๆ แทน แต่สำหรับผู้เขียนมองว่าแบบนี้ทำให้ดูน่าลุ้นในการปูความสัมพันธ์ยาวๆ ในซีซั่นต่อๆ ไปมากกว่า

 

ดูหนังไทย

Uncategorized

รีวิว หนังโรแมนติกคอมมาดี้ Good on Paper รักครั้งใหม่ ระวังเจอผู้ชายหลอกต้ม

รีวิว หนังโรแมนติกคอมมาดี้  Good on Paper รักครั้งใหม่ ระวังเจอผู้ชายหลอกต้ม

หนังโรแมนติกคอมมาดี้ Good on Paper  ที่ PC (Political Correctness) ตัวเองมาอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการเน้นย้ำเรื่องสิทธิสตรีผ่านคาแรกเตอร์ของแอนเดรีย ซึ่งเธอเป็นตัวละครที่มีจุดยืนชัดเจนในการเป็นผู้หญิงยุคใหม่ มีสิทธิในการทางเมือง การพูดแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงไม่สนใจด้วยว่าจะต้องมีผู้ชายสักคนมาเติมเต็มชีวิต

 

ทว่าเมื่อเธอได้พบกับเดนิส หนุ่มนักธุรกิจที่ไม่ใช่สเป็คของตัวเองเลยสักนิด แต่ผู้ชายคนนี้กลับมีเคมีและสิ่งที่ทำให้เธออยากทำความรู้จักและค้นหาอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ช่วงหนึ่งของหนังที่สะท้อนว่าตัวแอนเดรียเองก็แอบเหยียดผู้ชายทีมีลักษณะดูเป็น “เนิร์ด” ไม่มีรูปร่างที่ดี หุ่นตุ้ยนุ้ย สวมแว่น ดูบ้างาน แต่ท้ายที่สุดเธอก็กลืนน้ำลายตัวเองและค้นพบว่า “ขั้วตรงข้าม” ของตัวเธอเอง อาจจะเป็นสิ่งที่เติมเต็มให้กับชีวิต

 

ยิ่งแอนเดรียพยายามค้นหาว่าเดนิสนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นคนเช่นไร มีที่มาที่ไป และมีหัวนอนปลายเท้าอย่างไร เธอกลับยิ่งพบว่า หนุ่มที่มาตีซี้กับเธอนั้น แท้ที่จริงแล้วอาจจะเป็นยิ่งกว่าหนุ่มเนิร์ดสวมแว่น แต่แท้ที่จริงเป็นชายงี่เง่า มีปมในชีวิตที่อยากจะคบหาผู้หญิงสักคนเพื่อยกระดับให้ตัวเองสามารถเอาไปพูดคุยกับคนอื่นๆได้ว่า ชีวิตของเขาก็มีสิ่งที่น่าตื่นเต้น มีผู้หญิงเก่งมาคบกับตัวเอง พูดง่ายๆก็คือ เดนิสนั้นมองหาคนที่มีความสามารถกว่าตัวเองไว้ยกระดับสถานะทางสังคม!

 

ย้อนกลับมาที่ตัวของแอนเดรียเอง หนังก็เผยให้เห็นว่าความมั่นใจในแนวคิดและอุดมการณ์ของตัวเองแบบสุดขั้วนั้น ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่นิสัยที่ดีสักเท่าไหร่ เมื่อเธอเกิดความอิจฉาเซเรน่า (รีเบคก้า ริทเทนเฮาส์) เพื่อนร่วมวงการเดี่ยวไมโครโฟนที่ดังเกินหน้าเกินตา จนกลายเป็นลูกรักของเหล่าสตูดิโอในการมอบงานแสดงให้กับเธอ จนแอนเดรียเกิดความริษยาแบบออกนอกหน้า เธอจึงพยายามพูดประชดประชันเธออย่างไร้เยื่อใย หรือบางครั้งเพื่อนสนิทอย่างมาร์ก็อต (มาการ์เรต ชู) ก็กลายเป็นกระโถนให้แอนเดรียไว้ระบายอารมณ์ ทั้งที่เธอเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตที่แอนเดรียมีก็ตาม

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ Good on Paper หยิบเอาคาแรกเตอร์ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ปกติมานำเสนอ และชี้ให้ผู้ชมเห็นว่า ต่อให้เราจะมีจุดยืนทางความคิดมากมายแค่ไหน บางครั้งเราก็เผลอไปตกหลุมรักคนโดยไร้เหตุผล ยิ่งไปกว่านั้น คนๆนั้นอาจจะเป็น “งูพิษ” ในแบบที่เราอาจจะคาดไม่ถึงเลยก็ได้ ที่มา

Uncategorized

รีวิว หนังทริลเลอร์ A Quiet Place Part II – ดินแดนไร้เสียง 2

หนัง ภาพยนตร์ A Quiet Place Part II ดินแดนไร้เสียง 2 เล่าเรื่องราวของครอบครัวแอบบ็อต ต่อจากภาคที่แล้ว ซึ่ง ลี แอบบ็อต พ่อและสามีของครอบครัวถูกสัตว์ประหลาดฆ่าตาย สัตว์ประหลาดเหล่านี้ตาบอด แต่พวกมันไวต่อเสียงอย่างมาก มนุษย์ทุกคนที่เหลืออยู่จึงต้องอยู่ในความเงียบ เอเวอลีน แม่ของเด็ก ๆ สามคน พาลูก ๆ ของเธอเดินทางเพื่อหาความช่วยเหลือ พวกเขามีอุปกรณ์ป้องกันตัวจากสัตว์ประหลาด นั่นคือลำโพงและเครื่องช่วยฟังของเรแกน ลูกสาวที่หูหนวก

ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกันจะทำให้เกิดคลื่นเสียงที่รบกวนสัตว์ประหลาด ทำให้พวกเขายิงมันได้ พวกเขาได้พบกับเอ็มเมต เพื่อนบ้านคนหนึ่งซึ่งภรรยาและลูกตายไปหมดแล้ว และในเวลาเดียวกัน เรแกนก็แกะสัญญาณบางอย่างได้จากวิทยุ ว่าจะต้องมีคนรอดชีวิตอยู่ที่เกาะใกล้ ๆ กัน เธอจึงออกเดินทางไปคนเดียว

 

หนัง ภาพยนตร์  ดินแดนไร้เสียง 2 คงความเข้มข้นสไตล์ทริลเลอร์ ที่เล่าเรื่องด้วยภาพโทนมืดและดนตรีประกอบที่เร้าใจ การเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตรายทำให้คนเราเปลี่ยนไป อย่างที่เอ็มเม็ตบอก ตั้งแต่เขาเสียลูกและภรรยาไป ตัวเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีก ในทีแรกเอ็มเม็ตปฏิเสธที่จะให้ที่พักกับเอเวอลีนและลูก ๆ เสียด้วยซ้ำ เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวด้วยความเศร้าและความไร้หวัง

แต่ว่าแผนออกเดินทางของเรแกนกลับให้ความหวังเขาอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่า ในโมงยามที่มืดมิดที่สุด ถ้าเรามองหาทาง ก็จะยังคงมีหวังอยู่นั่นเอง หนังให้ความสำคัญกับการเดินหน้าต่อไปในสถานการณ์ที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ และนี่อาจเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังแนวสัตว์ประหลาดบุกโลก ที่จะทำให้เราเห็นการต่อสู้ดิ้นรนของตัวละครเพื่อวันใหม่ข้างหน้า

รีวิว หนังทริลเลอร์ A Quiet Place Part II - ดินแดนไร้เสียง 2

 

เอมิลี บลันท์ ในบทเอเวอลีนใน หนัง ภาพยนตร์ ดินแดนไร้เสียง 2 นั้นตีความบทบาทของแม่ที่ต้องการปกป้องลูกได้เป็นอย่างดี อันที่จริงเธอไม่อยากห่างจากลูกไปไหนเลย

แต่สถานการณ์บางอย่างก็บังคับให้เธอต้องออกเดินทางคนเดียวเพื่อหาสิ่งของจำเป็น และทิ้งให้มาร์คัส ลูกชายวัยรุ่น เฝ้าดูน้องที่เพิ่งเกิดใหม่ ความเป็นดราม่าในการแสดงของเธอ

ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเลยทีเดียว บ่อยครั้งเธอก็ต้องตัดสินใจในเรื่องยาก ๆ และต้องอ้อนวอนคนรู้จักเพื่อให้เขาช่วยเหลือลูกของเธอ นับว่าเป็นการแสดงออกถึงสัญชาตญาณ

ความเป็นแม่ ที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับลูก ๆ เธอก็พร้อมจะเอาตัวเข้ารับอย่างเต็มที่

 

ในหนัง ภาพยนตร์  ดินแดนไร้เสียง 2 ด้านการแสดงของนักแสดงคนอื่น ๆ คนที่โดดเด่นที่สุดคงเป็นมิลลิเซนท์ ซิมมอนส์ นักแสดงที่หูหนวกจริง ๆ ที่รับบทเรแกน แอ็บบอต เด็กผู้หญิงที่มีความกล้ามากพอจะออกเดินทางคนเดียว เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ๆ การแสดงของเธอนับว่าน้อยแต่มากอย่างแท้จริง และทำให้เราเชื่อได้ว่าเธออยู่ในภาวะกดดัน แต่ก็มีใจเด็ดเดี่ยว อีกคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ คิลเลียน เมอร์ฟี นักแสดงแถวหน้า ในบทเอ็มเม็ต ชายที่สูญเสียทุกอย่างไป ซึ่งเขาก็แสดงคิวบู๊รวมทั้งซีนอารมณ์หนัก ๆ ได้อย่างครบเครื่อง

ที่มา

Uncategorized

รีวิวหนังซูเปอร์ฮีโร่ Ant-Man and the Wasp มนุษย์มดภาคสอง

รีวิว Ant-Man and the Wasp ฮีโร่บ้านๆ แต่ตลกวอดวาย

รีวิวหนังซูเปอร์ฮีโร่ Ant-Man and the Wasp มนุษย์มดภาคสอง  หลังจาก Star-Lord (Chris Pratt) แห่ง Guardians of the Galaxy หนีไปเลี้ยงไดโนเสาร์อยู่ที่สวนสนุก Jurassic World ปีนี้ค่าย หนังซูเปอร์ฮีโร่ยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel ก็ได้ไปจ้าง Paul Rudd มาเป็นซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่แกะกล่องแห่งจักรวาลมาร์เวล

 

เรื่องย่อ ANT-MAN

หลังจากที่ล้มเหลวกับการพยายามขอสูตรเคมีในการสร้าง Ant-Man ของ Dr. Hank Pym (Michael Douglas จาก Wall Street, The Game, Basic Instinct) มาหลายสิบปี ในที่สุดศิษย์เอกอย่าง Darren Cross (Corey Stoll จาก Non-Stop, The Bourne Legacy, The Good Lie) ก็คิดค้นสูตรมนุษย์จิ๋วนั้นเองได้สำเร็จ และตั้งใจจะขายชุด Yellowjacket นั้นให้กับนายทุนหรือกองทัพทหารที่หวังเอามันไปใช้เป็นอาวุธในทางที่ผิด

Dr. Hank จึงพยายามหาคนมาเป็นทายาทสวมชุด Ant-Man แทนเขา เพื่อช่วยปกป้องและป้องกันไม่ให้ชุด Yellowjacket ตกไปอยู่ในมือคนชั่ว โดยมีลูกสาวคนสวย Hope (Evangeline Lilly หรือเอลฟ์สาวจาก The Hobbit) คอยช่วยเขาอยู่อย่างลับๆ

 

 

 

ทางด้านพระเอกของเรา หลังจากติดคุก 3 ปีในข้อหาย่องเบา Scott Lang (Paul Rudd จาก The 40-Year-Old Virgin) ก็ตั้งใจจะออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ และทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้กลับไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ Cassie (Abby Ryder Fortson จาก Playing It Cool) ลูกสาวตัวน้อยของเขาอีกครั้ง

Maggie (Judy Greer จาก Dawn of the Planet of the Apes และ Jurassic World) อดีตภรรยาของ Scott ซึ่งปัจจุบันได้หมั้นหมายกับนายตำรวจ Paxton (Bobby Cannavale จาก Danny Collins) ก็ไม่ค่อยยินดีให้อดีตโจรอย่าง Scott เข้ามายุ่งเกี่ยวกับ Cassie มากนัก จนกว่าจะมั่นใจว่าเขามีที่อยู่ที่กินเป็นที่เป็นทาง มีงานที่มั่นคงทำ และช่วยเหลือส่งเสียค่าเลี้ยงดูลูกสาวได้

Scott ไม่มีทางเลือกนอกจากยอมไปร่วมกระบวนการงัดแงะบ้านของ Dr. Hank Pym กับอดีตเพื่อนร่วมคุกสุดเกรียนอย่าง Luis (Michael Peña จาก American Hustle และ Fury) โดยมีอีกสองเกรียน ได้แก่ Dave (แรปเปอร์ T.I.) และ Kurt (David Dastmalchian) เป็นเพื่อนร่วมทีมโจรกรรม

โดย Scott เองก็หารู้ไม่ว่าตนเองกำลังเดินตามหมากของมหาเศรษฐีอัจฉริยะอย่าง Dr. Hank โดยไม่รู้ตัว และก็ต้องลงเอยไปเป็นมนุษย์มดให้ Dr. Hank โดยไม่ตั้งใจ

 

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ ANT-MAN

ปกติแล้วเราจะไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากกับหนังของค่าย Marvel นอกจากความบันเทิง ซีจี หรือไม่ก็ดูนักแสดงหล่อๆ ที่ชื่นชอบให้ฟินเล่นๆ นอกจากนี้ เราต้องยอมรับด้วยว่าตอนแรกเราก็คิดในใจเหมือนกันว่า เรื่องนี้คืออะไร Ant-Man อะไร มนุษย์มดอะไร ฮีโร่อะไร ทำไมดูไม่เท่เอาเสียเลย ทั้งชุดทั้งชื่อ (ทั้งนี้ อาจจะผิดที่เราเอง เราอาจจะติดภาพ “ไอ้มดแดง” มากไปหน่อย) แต่พอเราได้ดู Ant-Man จบแล้วจริงๆ เราต้องบอกเลยว่า ของเขาครบรสเลยจริงๆ แล้วครบรสแบบ “ทำถึง” ซะด้วย สั้นๆ ง่ายๆ คือ สนุกกว่าที่คาด บันเทิงกว่าที่คิด

 

1. ความบันเทิง
ในด้านของความบันเทิงที่คาดหวังไว้ ถ้าใครชินกับบู๊ล้างโลกอย่างฮีโร่ตัวอื่นๆ ใน Avengers ก็อาจต้องเข้าใจก่อนนิดนึงว่า สำหรับหนังเรื่อง Ant-Man มันไม่ได้เน้นตอบโจทย์ความบันเทิงในแง่ฉากบู๊ล้างผลาญทำลายโลกขนาดนั้น

กล่าวคือเขาไม่ได้มีฉากบู๊เยอะฉาก แต่ละฉากก็ไม่ได้บู๊ระเบิดระเบ้อยิ่งใหญ่เท่าหนัง Marvel เรื่องอื่นๆ ที่พังถล่มทั้งเมืองราบเป็นท่าเตียนอย่างใน Avengers และไม่ได้ฟาดฟันเว่อร์วังระดับจักรวาลอย่าง Thor เพราะมนุษย์มดของเราตรงข้ามกับ Hulk ยิ่งนัก นางตัวเล็กกระจึ๋งเดียวอย่างที่เห็น คือต่อให้ไอ้มนุษย์มดของเรายกรถไฟ (ของเล่น) ทั้งขบวนขึ้นมาทุ่ม ก็ไม่มีเสาคานจั่วหลังคาที่ไหนสะเทือนเท่าไหร่นัก

 

 

 

จะว่าไปแล้ว เอาจริงๆ ตั้งแต่ดูหนังแนวนี้มา Ant-Man ดูสมเหตุสมผลที่สุดแล้วที่จะเลือกดูในโรงแบบจอใหญ่ๆ กว้างๆ และดูแบบ 3D (หรือไม่ก็ 4D ไปเลย) เพราะจอดังกล่าวมันจะช่วยเพิ่มความสมจริง ช่วยเน้นให้เราเห็นสเกลของไอ้มนุษย์มดได้ชัดเจนมากขึ้น อินมากขึ้น ตระการตามากขึ้น และมีอรรถรสในการรับชมมากยิ่งๆ ขึ้น

แล้วทุกๆ ฉากบู๊ใน Ant-Man นั้น เราพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า สวยงามและสนุกมาก ยิ่งเราได้ดูแบบ IMAX 3D นี่ยิ่งเห็นได้ชัดเลยว่า ทีมงานเขาใส่ใจในรายละเอียดทั้งภาพและเสียงทุกเม็ดสุดๆ งาน Visual คือโดดเด่นจริงๆ เราชอบงานภาพสุดละ อยากให้ทุกคนลองไปชมดู

รองลงมาก็ชอบการออกแบบฉากต่อสู้แต่ละช็อต คือเราชอบตรงที่… ไม่ว่ามันจะเป็นฉากต่อสู้เพื่อให้มัน หรือต่อสู้เพื่อให้ขำ มันดูล้วนแต่ผ่านการคิดและการ “สร้างสรรค์” มาแล้วอย่างดี มีหลายอย่างที่เขาอุบเอามาเซอร์ไพร์สเหมือนกัน ซึ่งเราชอบนะ น่ารัก ประทับใจ ไม่รุนแรงเกินไปด้วย เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี

ส่วนความบันเทิงที่อิ่มเอมที่สุดของ Ant-Man สำหรับเราคือความฮาในไดอะล็อก และความฮาโดยคาแรกเตอร์นักแสดงในเรื่อง หนังเขามีมุกล้นเหลือ พระเอกก็มีลุคที่ดูขี้เล่น กวนๆ น่ารัก มีเสน่ห์ ลูกสาวพระเอกก็โคตรน่ารัก นางเอกก็สวยสง่า (แต่แอบสงสัยนิดนึงว่า ทำไมนางทำผมทรงเดียวกับนางเอก Jurassic World เลย มันกำลังฮิตหรอ?) และนี่ยังไม่นับอีกหลายฉากที่มี Michael Peña เป็นตัวขโมยซีนนั่นอีกต่างหาก ส่วนคุณปู่ Michael Douglas ก็กลับมาคืนฟอร์ม โชว์ให้เห็นกันชัดๆ ว่าป๋ายังอยู่นะ ป๋ายังไม่ตาย ป๋ายังเก๋าอยู่~

 

 

 

เอาเป็นว่า ความบันเทิงโดยรวม ถึงแม้จะไม่ใช่มุกตลกคล้ายกับแบบ Avengers ที่คนไทยนิยมชมชอบ แต่ Ant-Man ก็มีความฮาในสไตล์ของมันเองที่ชวนขำและอมยิ้มตลอดเรื่อง ความบันเทิงโดยสรุปทั้งเรื่อง เราเต็มใจให้คะแนน Ant-Man (เฉพาะพาร์ทความบันเทิง) ที่ 9/10 เลย

หัก 1 คะแนนตรงที่ตอนต้นเรื่องปูเรื่องเยอะไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้เยอะถึงขั้นแย่ เพราะเข้าใจดีว่า Ant-Man ถือเป็นฮีโร่ใหม่ เพิ่งขึ้นจอครั้งแรก หนังจำเป็นต้องปูแบคกราวนด์เกี่ยวกับอุปนิสัยและศักยภาพของพระเอก รวมถึงที่มาที่ไปของฮีโร่ Ant-Man เยอะหน่อย นอกจากนี้ หลังจากเขาปูเรื่องเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ความมันและความบันเทิงเขาใส่มาไม่ยั้งเลยจริงๆ ดำเนินเรื่องฉับไวด้วย ดังนั้น ความเอื่อยๆ ในช่วงองก์แรกจึงถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เราให้อภัย

 

 

 

 

2. ฮีโร่
คนที่เป็นสาวกหรือแฟนหนังค่ายนี้ คงรู้กันดีว่า Tony Stark (หรือ Iron Man) กับ Bruce Banner (หรือ Hulk) เป็นฮีโร่ที่เกิดจากมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่เป็นอัจฉริยะทางด้านวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ส่วน Steve Rogers (หรือ Captain America) ก็จะเป็นกลุ่มที่เป็น nobody หรือ rookie มาก่อน แล้วก็ค่อยมาถูกต่อเติมเสริมแต่งหรือดัดแปลงให้เป็นฮีโร่ ส่วน Peter Quill (หรือ Star-Lord) กับ Peter Parker (หรือ Spider-Man) จะเป็นฮีโร่ที่มีคาแรกเตอร์กวนๆ หน่อย (เออ…Tony Stark ก็เข้าข่ายกรุ๊ปนี้ด้วย นั่นแหละๆ)

Ant-Man เป็นฮีโร่ที่เข้าข่ายทุกอย่างตามที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวคือ ก่อนจะมาเป็นมนุษย์มด Scott Lang ก็เป็นแค่คนธรรมดาที่เคยติดคุกเยี่ยง loser แต่เขาก็มีความอัจฉริยะล้ำเลิศอย่างน่าประทับใจ (แถมพ่วงด้วยดีกรีการศึกษาอย่างหรู) แล้วก็ยังมีคาแรกเตอร์ที่ยียวนกวนตีนอย่างน่ารักน่าชังที่มอบรอยยิ้มและความบันเทิงให้กับเราได้ไม่ว่าจะ ณ ขณะที่เขาใส่เสื้อเกราะหรือไม่ได้ใส่เสื้อเกราะอยู่ก็ตาม

 

 

 

ความพิเศษของ Ant-Man ที่แตกต่างจากฮีโร่ทั่วไปคือเขาฟอร์มทีมของตัวเองได้ทันที ทีมของเขาเป็นสัตว์เล็กๆ ที่หาได้ทั่วไป และมีเป็นล้านๆ ตัวบนโลก นั่นก็คิอ “มด” … สิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อว่ามีพละกำลังล้นเหลือ ขยัน ทำงานเป็นฝูง และมีลักษณะพิเศษอีกมากมายที่การันตีความจิ๋วแต่เจ๋งของสปีชี่ส์มัน

เมื่อ Ant-Man ทำงานกับมดและเรียนรู้ที่จะ lead มดได้ เราจึงจะไม่ได้เห็น Ant-Man กัดกับเพื่อร่วมทีมอย่างที่เราเห็นฮีโร่กัดกันเองในทีม Avengers อาจจะมีฉากกัดๆ กันบ้างนิดหน่อย ตอนที่พระเอกเราต้องทำงานกับเพื่อนร่วมทีมที่เป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะกับ Luis หรือกับ Hope แต่ไม่ว่าจะเป็นทีมแบบไหน หนังก็ช่วยตอกย้ำให้เราเห็นว่า ต่อให้ฮีโร่คนนั้นจะเก่งแค่ไหน แต่ละ mission แต่ละ task ก็ล้วนแต่จำเป็นต้องมี “ทีมเวิร์ค” ที่ดีคอยซัพพอร์ตซึ่งกันและกันทั้งสิ้น

 

 

 

3. ไม่มีใครอยากเป็นคนตัวเล็ก
Scott Lang ไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นฮีโร่กู้โลกหรือออกไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน เขาเป็นแค่ “มนุษย์พ่อ” คนหนึ่งที่หวังแต่จะเป็นฮีโร่ในดวงใจของลูกรักของเขาคนเดียวเท่านั้นตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ลูกกำลังอยู่ในวัยเติบโต และเขาก็กำลังถูกแทนที่ด้วย “แฟนใหม่ของแฟนเก่า” ที่ไม่ใช่แค่ดูเหมือนจะมีความพร้อมกว่าที่จะเป็น “พ่อคน” มากกว่าเขา แต่ยังเป็นถึงตำรวจซึ่งเป็นฮีโร่ของประชาชนอีกด้วย

แน่นอนว่า ถึงแม้จะไม่สามารถดำรงตำแหน่ง “ผู้นำครอบครัว” ได้เต็มตัวอีกแล้ว แต่ Scott ก็ยังมีโอกาสที่จะรักษาตำแหน่ง “ฮีโร่ของลูก” นั้นเอาไว้ เพราะเขาอยากมีตัวตนในสายตาลูก อยากเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของลูก และไม่อยากเป็นคนตัวเล็กๆ ไกลๆ สำหรับลูก เช่นเดียวกับ Hope ที่น้อยใจ Dr. Hank ผู้เป็นพ่อ และเช่นเดียวกับ Dr. Hank ที่ต้องพยายามมาทั้งชีวิตเพื่อให้ลูกสาวคนเดียวของเขาเลิกทำกับเขาเหมือนเขาเป็นคนอื่นคนไกล

 

 

 

มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ หรืออาจจะแม้แต่สัตว์ทั้งหลาย… ไม่ว่าจะใคร… ต่างก็อยากเป็นคนสำคัญ หรือ “คนตัวใหญ่” ในสายตาคนที่เขาแคร์ ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่สำคัญ หรือ “คนตัวเล็ก” ที่ยืนทนโท่อยู่ก็ไม่มีใครเห็นหัว หรือแหกปากร้องลั่นอยู่ก็ไม่มีใครได้ยิน

อย่างไรก็ตาม บทบาท Ant-Man จะทำให้เราเข้าใจว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเป็น “คนตัวใหญ่” หรือมีอำนาจบาตรใหญ่เสมอไปก่อนที่จะปกป้องคนที่เรารักหรือเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ ความจริงคือ ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ไซส์อะไร เราก็สามารถทำได้

เพราะสิ่งที่เราต้อง “ใหญ่” มีแค่สองอย่างเท่านั้นก็คือ “ใจ” และ “สมอง” แค่นั้นจริงๆ  อเวนเจอร์  

 

Uncategorized

รีวิวหนังตลก Bikeman ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก 2018

ไบค์แมน​ ศักรินทร์ตูดหมึก Bikeman (2018) - Doo2You ดูหนังออนไลน์ ดูหนังใหม่  หนังHD หนังชนโรง

รีวิวหนังตลก BikeMan หรือชื่อไทยว่า ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก ศักรินทร์ (พีช พชร) หนุ่มอายุ 25 ที่ตกงานเขาจึงต้องหารายได้หลัก ๆ จากการเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งมันคงจะไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากถ้าเค้าดันไม่ได้โกหก แม่ (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) กับยายของเค้าเอาไว้ว่าเค้าเป็นพนักงานแบงค์ที่กำลังจะได้รับการโปรโมทให้เป็นรองผู้จัดการแบงค์ ในเร็ว ๆ นี้ ทุกเช้า ศักรินทร์จะต้องเริ่มต้นโกหกด้วยการใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทด์ดูภูมิฐานออกไปจากบ้าน ก่อนที่จะไปแอบเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดทับเสื้อกั๊กสีส้มดูสมกับเป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่วินที่เค้าทำงานอยู่โดยมีพี่หลง (โรเบิร์ต สายควัน) และเบ๊ เป็นเพื่อนร่วมวินที่รู้เรื่องของเค้ามาตลอด วันหนึ่งเค้า กลับพบกับ จ๋าย (ฝน ศนันธฉัตร) เพื่อนสาวสมัยเด็กที่บังเอิญย้ายมาเป็นสาวพนักงานแบงค์ตัวจริงใกล้กับวินที่เค้าทำงานอยู่ ในวันที่เจอกันศักรินทร์ได้รู้ว่าจ๋ายมีแฟนแล้ว คือ เอ (โอ๊ต ปราโมทย์) ผู้ช่วยผู้จัดการแบงค์ที่ทำงานที่เดียวกับจ๋าย ศักรินทร์จะเก็บความลับนี้ไปได้ตลอดหรือไม่ ติดตามได้ ใน ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก….

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ?

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึกเป็นเรื่องราวของ ศักรินทร์ เด็กหนุ่มอยุธยาที่ตกงาน จึงต้องหันไปหารายได้โดยการขับมอเตอร์ไซค์วินรับจ้างในกรุงเทพฯเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว โดยต้องโกหกที่บ้านว่าทำงานเป็นนายธนาคาร ที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยผู้จัดการด้วย เรื่องราวมันคงไม่วุ่นวายเท่าไหร่ถ้าศักรินทร์ไม่ต้องเจอกับลุงจอมจับผิดแถวบ้านที่ต้องมาทำงานในกรุงเทพเหมือนกัน ไหนจะ จ๋าย เพื่อนสมัยเรียนที่ทำงานในธนาคารอีก ศักรินทร์จะจัดการกับเรื่องราวอันยุ่งเหยิงในชีวิตของเขายังไง ต้องติดตามในไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..

ค่อนข้างคาดหวังกับความตลกไว้พอสมควร แต่พอได้ชมแล้วค่อนข้างผิดหวังในแง่มุมทั้งของความแปลกใหม่ ความตลก จังหวะจะโคนต่างๆ ถือว่าเบาบางไปเยอะมาก หนังใช้น้าค่อมและโอ๊ต ปราโมทย์ได้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก ทำให้ในช่วงที่หนังพยายามจะตลกมันออกจะดูฝืนไปมาก แต่กลับกลายเป็นว่าดันไปชอบในพาร์ทที่เล่าถึงประเด็นของชนชั้นอาชีพ ความเชื่อที่มีต่ออาชีพแบบเก่าๆ รวมไปถึงเป้าหมายที่ศักรินทร์ทำ แม้จะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็น่าประทับใจแปลกๆ

สิ่งที่น่าชื่นชม

หนังทำพาร์ทดราม่าออกมาได้ค่อนข้างดี ซึ่งแทบจะเป็นไม่กี่สิ่งในเรื่องที่น่าชื่นชม อีกจุดนึงเลยที่ได้ผลมากคือมุกไทอินในหนังที่ดูจะได้ฮามากที่สุด แปลกใหม่ที่สุด นอกนั้นมุกตลกส่วนใหญ่ยังทำงานได้ไม่ดีและไม่มีอะไรที่เป็นภาพจำเท่าไหร่

สรุป

โดยรวมแล้วผิดหวังพอสมควร เพราะแน่นอนว่านี่คือหนังตลก และหนังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับพาร์ทตลก ซึ่งหากมันทำงานได้ไม่ดีพอก็กลายเป็นว่าหนังจางไปเลยซะส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครที่หาอะไรดูที่ไม่หนักมาก ดูง่าย เพลินๆ ก็อาจจะพอกล้อมแกล้มไปได้อยู่ประมาณนึงครับ ที่มา

Uncategorized

[รีวิว]- A Star Is Born อะ สตาร์ อีส บอร์น โศกนาฏกรรมความรักครั้งใหม่

[รีวิว]- A Star Is Born อะ สตาร์ อีส บอร์น โศกนาฏกรรมความรักครั้งใหม่

A Star is Born คือเรื่องราว โศกนาฏกรรมความรัก ครั้งใหม่นี้ เขาคือ นักดนตรีมากประสบการณ์ แจ็คสัน เมนย์ (แบรดลีย์ คูเปอร์) ผู้ค้นพบและตกหลุมรักศิลปินสาว แอลลี่ (เลดี้กาก้า) ผู้ที่เพิ่งจะยอมแพ้ให้กับความฝันของตนเองที่จะก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักร้องดัง…จนกระทั่ง แจ็ค เกลี้ยกล่อมให้เธอได้ก้าวเข้าสู่สปอร์ตไลท์ ทว่าแม้หน้าที่การงานของแอลลี่จะไปได้สวย ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวเธอกลับพังลง เช่นเดียวกับแจ็คที่ต้องต่อสู้กับปีศาจภายในจิตใจของตัวเอง

หนังสัปดาห์นี้มันดีทุกเรื่องเลยจริงๆ และก็มาถึงเรื่องนี้ก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ คะแนนเรื่องเพลงเต็ม 10 ให้ล้านอะจริงๆ ในตอนแรกก็แอบหวั่นกับงานกำกับเรื่องแรกของ Bradley Cooper เหมือนกันว่าเขาจะทำออกมาได้ดีสักแค่ไหนเชียว และคำตอบคือเขาทำได้โคตรดี! อีกทั้งการแสดงเต็มตัวครั้งแรกของ Lady Gaga ที่ดีไม่แพ้กัน!

เป็นหนังเกี่ยวกับ Jack (Bradley Cooper) นักดนตรีชื่อดังแต่ขี้เมา ขี้ยา บังเอิญได้ไปเจอกับ Ally (Lady Gaga) สาวผู้มีเสียงไพเราะ มากความสามารถ จนเขาและเธอรักกัน และพยายามปั้นเธอให้เป็นศิลปินที่โด่งดัง แต่เมื่อดังก็ย่อมเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะชีวิต ความรัก และอื่นๆ อีกมากมาย

ต้องบอกเลยว่าแค่เริ่มต้นหนังก็สุดยอดมากแล้ว การอ้าปากครั้งแรกของพระเอกและผู้กำกับอย่าง Bradley Cooper เป็นการร้องเพลงที่สุดยอดมาก ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะร้องเพลงเพราะขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะธรรมดา มันโคตรเพราะ!!! (แต่ลองหลับตาฟังแล้วตลกดี เหมือนฟัง Rocket ร้องเพลง 555) เพลงนี้คือเพลง Black Eyes ที่เจ้าตัวทั้งเล่นเอง แต่งเอง ร้องเอง และไม่ใช่แต่เพลงนี้เท่านั้น ทุกเพลงที่เขาร้องเอามาทำอัลบั้มขายได้เลย

แต่ถ้าคุณว่านั่นสุดยอดแล้ว รอถึง Lady Gaga ร้องก่อนเถอะแม่คุณเอ๊ยยยย ฟังแล้วขนลุก! มันทั้งสุดยอด ทั้งทรงพลัง รู้แหละว่าเจ้าตัวร้องเพลง แต่ไม่ได้เป็นแฟนคลับ เคยฟังแต่เพลงเร็วๆ ที่เธอร้องเท่านั้น เลยไม่รู้ว่าเธอจะร้องเพลงช้า ทรงพลังได้ดีขนาดนี้ ร้องโคตรไพเราะ ยอดมนุษย์ พ่นไฟได้ชัดๆ ตอนแรกไม่คิดเลยว่าเธอจะมีความสามารถสูงขนาดนี้ แต่พอได้ฟังเรื่องนี้แล้วขนลุกกับทุกเพลงที่เธอร้องจริงๆ กลับบ้านมานี่รีบหาเพลงในเรื่องนี้ของทั้งคู่ฟังอย่างรวดเร็ว

ส่วนเรื่องการแสดงต้องถือได้ว่าทั้งคู่สอบผ่านฉลุย ทางด้าน Bradley Cooper ก็เล่นสมบทบาทจริงๆ เท่มาก ทั้งบุคลิกท่าทาง วิธีการพูดต่างๆ และยิ่งการแสดงเป็นนักดนตรีแบบเมาๆ ขี้ยาๆ หนัง A Star Is Born หรือชื่อไทยว่า อะ สตาร์ อีส บอร์น A Star is Born คือเรื่องราวโศกนาฏกรรมความรักครั้งใหม่นี้ เขาคือนักดนตรีมากประสบการณ์ แจ็คสัน เมนย์ (แบรดลีย์ คูเปอร์) ผู้ค้นพบและตกหลุมรักศิลปินสาว แอลลี่ (เลดี้กาก้า) ผู้ที่เพิ่งจะยอมแพ้ให้กับความฝันของตนเองที่จะก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักร้องดัง…จนกระทั่ง แจ็ค เกลี้ยกล่อมให้เธอได้ก้าวเข้าสู่สปอร์ตไลท์ ทว่าแม้หน้าที่การงานของแอลลี่จะไปได้สวย ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวเธอกลับพังลง เช่นเดียวกับแจ็คที่ต้องต่อสู้กับปีศาจภายในจิตใจของตัวเอง

แล้วพี่แกเล่นซะเหมือนกรึบมาจริงๆ ยังไงยังงั้น ทั้งเรื่องจะเห็นสภาพเรื้อนๆ เมาๆ ตลอดทั้งเรื่อง การพูดการจา การแสดงร่วมกับนางเอกทำได้ไหลลื่น และธรรมชาติสุดๆ มีการหยอดมุก ใส่มุกบ้างประปราย พอเอายิ้มได้กรุ้มกริ่ม เช่นเดียวกันกับ Lady Gaga ที่เรื่องนี้เธอลงทุนหน้าสด แต่งอ่อนๆ ลุคเบาๆ เพื่อให้เข้ากับบทบาท แถมการแสดงของเธอยังดีอย่างเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นซีนตลกขบขัน หรือซีนอารมณ์เธอก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กันเลย

ชอบประเด็นของหนังในเรื่องเหล่านี้มาก “ทุกวันนี้คุณยังหลงเหลือความเป็นตัวเองอยู่แค่ไหน” “คุณสูญเสียความเป็นตัวเองไปแค่ไหน” “ทุกวันนี้คือตัวตนของคุณจริงๆ หรือเป็นเพียงคนที่สภาพสังคมรอบข้างหล่อหลอมให้คุณเป็น” ซึ่งหนังเรื่องนี้ค่อยๆ เล่นประเด็นเหล่านั้นอยู่เรื่อยๆ จนทำให้มันจุกพอสมควร

จุดด้อยเดียวของหนังคงเป็นจุดคอนฟลิก ปมขัดแย้งที่รู้สึกว่าประเด็นมันดี และเจ็บปวดแหละ แต่เหมือนมันจะอ่อนเกินไป สื่อออกมาได้น้อยเกินไป ที่จะปูไปให้ตัวละครถึงจุดไคลแมกซ์ขนาดนั้น แต่ด้วยเพลงและเสียงร้องอันกินใจที่คอยตบอารมณ์เรา…มันคือสุดจริงๆ

สรุปแล้วใครที่ได้ดู Venom แล้ว หรือเบื่อกระแส Venom ก็มาดูเรื่องนี้ก่อนเลย รับรองไม่ผิดหวัง แค่ได้ยินคู่พระ-นางร้องเพลงก็คุ้มมากแล้วจริงๆ

เป็นเรื่องราวของนักดนตรีผู้มีประสบการณ์มากมาย แจ็คสัน เมนย์ ที่ได้พบกับนักร้องสาว แอลลี่ และเกิดตกหลุมรักเธอและแจ็คก็ได้เกลี้ยกล่อมให้เธอมาร่วมแสดงคอนเสิร์ต ทว่าแม้หน้าที่การงานของแอลลี่จะไปได้สวย ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวเธอกลับพังลง เช่นเดียวกับแจ็คที่ต้องต่อสู้กับปีศาจภายในจิตใจของตัวเอง
หนังเรื่องนี้เป็นปลงานกำกับหนังเรื่องแรกของ แบรดลีย์ คูเปอร์ และเป็นผลงานแสดงเรื่องแรกของ เลดี้กาก้า

ความรู้สึกหลังชม

ส่วนตัวต้องบอกก่อนเลยว่าเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์รีเมคที่ผมไม่เคยดูเวอร์ชั่นเก่ามาก่อนเพราะฉะนั้นผมจะไม่รู้เรื่องอะไรก่อนเข้าไปดูเลย โดยหลังจากดูจบแล้วเป็นหนังที่ดีมากๆเรื่องนึงเลยทีเดียวหนังมีการเล่าเรื่องราวของตัวละครต่างๆได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียวถึงแม้จะมีบางช่วงที่รู้สึกว่าการดำเนินเรื่องที่ดูเหมือนจะรีบไปหน่อย รวมถึงบางฉากที่ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นเคมีของนักแสดงทั้งสองคนที่เข้ากันเป็นอย่างดีนั้นก็ยังทำให้หนังเรื่องนี้สนุกจริงๆและที่ขาดไม่ได้ที่ต้องพูดถึงคือเพลงในหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ

ที่มา 

Uncategorized

วิธีการ ตรวจสอบการเตรียม โครงหลังคา ให้แข็งแรง คุณสมบัติของปูนซีเมนต์

บ้านเพดานสูงช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้งานให้มากขึ้น

วิธีการ ตรวจสอบการเตรียม โครงหลังคา ให้แข็งแรง  ขั้นตอนนี้ท่านเจ้าของบ้านอาจจะไม่ถึงขั้นต้องปีนขึ้นไปดูบน หลังคา แต่ให้ตรวจสอบด้วยการประมาณด้วยสายตาในเรื่องการ โครงหลังคาก่อนจะปู ว่ามีการวางจันทัน แป โดยที่เว้นระยะห่างกันอย่างเรียบร้อยและมีการเอียงองศาที่ถูกต้องแบบหรือไม่ ซึ่งอาจจะขอให้ช่างลองทาบวัดองศาดูก็ได้ครับ และโครงหลังคาต้องมีระยะยื่นชายคาห่างจากผนังอาคารตามแบบ ทั้งนี้ควรมีระยะยื่นเพียงพอเพียงป้องกันฝนสาด

1. ติดตั้งสันหลังคา ตะเข้สัน ไม่ได้มาตรฐาน
ส่วนของหลังคาที่พบว่าเกิดการรั่วซึมบ่อยๆ คือ บริเวณรอยต่อระหว่างผืนหลังคาแต่ละด้าน โดยเฉพาะบริเวณสันหลังคาหรือตะเข้สัน ที่เกิดจากระนาบหลังคาชนกันเป็นสันขึ้นมา ทำให้ต้องมีวัสดุครอบเป็นตัวปิดรอยต่อเอาไว้ ซึ่งช่างส่วนใหญ่จะใช้วิธี “ครอบสันหลังคาแบบเปียก” โดยใช้ปูนซีเมนต์ผสมทรายและน้ำ แล้วโปะลงบนสันหลังคาเป็นสองแถว แล้วนำครอบสันหลังคามาวางกดลงไปบนก้อนปูนที่โปะไว้

ด้วยคุณสมบัติของปูนซีเมนต์ จะช่วยจะยึดติดกับผิวแผ่นหลังคาและครอบติดกันได้ดีในระดับหนึ่ง หากช่างดีฝีมือดีครอบสันหลังคาแบบนี้ก็จะคงทนพอสมควร แต่ถ้าการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ช่างที่มุงหลังคาระหว่างสร้างบ้านใหม่โบกปูนล้นเข้าไปในตะเข้สัน บางหลังติดตั้งปูนใต้ครอบบางเกินไปและล้นหัวกระเบื้อง การติดตั้งครอบหลังคาที่ไม่แน่นหนายึดครอบไม่สนิท ติดตั้งครอบสันหลังคาไม่ได้ระดับ หรือตัดกระเบื้องร่องรางและตะเข้สันไม่ได้แนวตรง จะทำให้เกิดช่องว่างเป็นช่องทางให้น้ำซึมและรั่วเข้าไปในบ้านได้

 

อีกกรณีที่พบได้บ่อยคือ ปูนเกิดการเสื่อมสภาพจากการยืดหดตัวของวัสดุ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จึงเกิดรอยแตกร้าวเมื่อมีฝนตกลมกระโชกแรง จะพัดน้ำฝนย้อนขึ้นมาได้ ส่งผลให้น้ำซึมเข้าตามรอยแตกของปูนที่อุดครอบสันหลังคา

Tips : ปัจจุบันเจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อย ลดปัญหาที่เกิดจากระบบครอบแบบเปียก มาเป็นระบบครอบแบบแห้ง (Drytech System) ที่จะมีแผ่นแถบยางรองติดแนบลงไปกับสันหลังคาและติดตั้งครอบทับได้เนียนกว่าสะดวกกว่า และช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการรั่วซึมได้มากกว่า ส่วนนี้เจ้าของบ้านจึงต้องคุยกับช่างตั้งแต่ก่อนสร้างว่า ช่างจะใช้วิธีติดตั้งแบบใด วัสดุที่ใช้คืออะไร และสังเกตระหว่างที่ช่างติดตั้งตลอดกระบวนการด้วย
2. ระยะแปห่างเกินไป หลังคาแอ่นตัว
หลายคนอาจสงสัยว่าการติดตั้งโครงหลังคาที่วางระยะห่างเกินไปหรือมุงกระเบื้องไม่ได้แนวตรง จะทำให้เกิดหลังคารั่วซึมได้อย่างไร อันดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “แป” เป็นชิ้นส่วนสำคัญของโครงสร้างหลังคา ที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักและยึดเกาะกระเบื้องหลังคา หากติดตั้งจันทันที่มีระยะห่างมากเกินไป โครงหลังคาไม่ได้ระดับจากการจัดระยะแปไม่เท่ากัน ทำให้แปต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้นไปด้วย หรือแปเกิดการผุกร่อนจากความชื้นนาน ๆ ทำให้แปแอ่นตัวหรือเกิดการยุบตัวลงของหลังคา ซึ่งจะไปดันกระเบื้องที่เคยเรียงตัวกันสนิทสูงโก่งขึ้นมาจนเกิดช่องว่าง ส่งผลให้เมื่อมีฝนตกลมแรงน้ำฝนไหลย้อนเข้ามาที่ส่วนใต้หลังคา ช่องรั่วแบบนี้สามารถสังเกตตรวจสอบได้โดยการเปิดฝ้าเพดานตรงบริเวณที่มีน้ำรั่วซึมลงมาในเวลากลางวัน เพื่อมองหาช่องว่างที่แสงสามารถผ่านเข้ามายังใต้หลังคา

หลังคาแอ่น

หลังคาแอ่นตัวหรือหลังคาเบี้ยวจากระยะแปที่ห่างเกินไป

การวางแนวกระเบื้อง ต้องเป็นแนวตรงให้ดูสวยงาม ไม่คด ไม่เบี้ยว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้กระเบื้องแตกชำรุดได้ง่าย เจ้าของบ้านควรเช็คลักษณะการวางซ้อนกันของกระเบื้องแต่ละแผ่นว่าแนบไม่สนิทหรือไม่ เพราะถ้าวางไม่สนิทจะทำให้กระเบื้องแต่ละแผ่นขาดความสมดุลในการกระจายน้ำหนัก และเกิดช่องโหว่ระหว่างแผ่นเป็นจุดที่น้ำจะซึมเข้าได้ ซึ่งส่วนนี้สามารถสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้ง่าย

หลังคาเบี้ยว

มุงกระเบื้องไม่ได้แนวตรงทำให้หลังคาเบี้ยว

การป้องกันปัญหาตั้งแต่เริ่มแรก คือ ต้องให้วิศวกรคำนวณน้ำหนักของหลังคา ความยาวของวัสดุมุง ให้สัมพันธ์กับขนาดของแปอย่างเหมาะสม ไม่ให้แปต้องรับน้ำหนักมากเกินไป ซึ่งต้องเป็นไปตามคำแนะนำในการใช้งานของวัสดุมุงหลังคาแต่ละรุ่น เช่น กระเบื้องคอนกรีต จะกำหนดให้ระยะแปตัวสุดท้ายล่างสุดห่างจากไม้เชิงชายประมาณ 34 – 34.5 ซม.ระยะช่วงแปที่เหลือต้องเฉลี่ยให้เท่า ๆ กันประมาณ 31-33 ซม. หรือวัสดุเมทัลชีท แผ่นหนา 0.33-0.35 ถ้าวางแปห่าง 1.50 เมตร จะกว้างไป ควรจะวางในระยะ 1.00-1.20 เมตร เป็นต้น

 

ออกแบบบ้าน

Uncategorized

รีวิว ซีรีส์เกาหลี Mine ธาตุแท้ 2 สะใภ้ตระกูลมหาเศรษฐี สังคมชนชั้นสูง

รีวิว ซีรีส์เกาหลี Mine ธาตุแท้ 2 สะใภ้ตระกูลมหาเศรษฐี

รีวิว ซีรีส์เกาหลี Mine  จบไปด้วยดีสำหหรับ ซีรีส์ยอดฮิต ที่ติดกันทั่วบ้านทั่วเมืองด้วย เรตติ้ง 14.6% อย่างซีรีส์เรื่อง Vincenzo ทนายมาเฟีย และแน่นอนว่าการส่งไม้ต่อให้กับซีรีส์เรื่องที่ต้องฉายต่อกันอย่าง Mine ธาตุแท้ ก็ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กันโดยโกยเรตติ้งสำหรับตอนแรกไปถึง 7.8% แน่นอนว่าคอซีรีส์เกาหลีอย่างเราก็ไม้พลาดที่จะเปิดชมซีรีส์เรื่องนี้เช่นกัน บอกเลยว่าทั้งน่าติดตามและน่าสนุกเป็นอย่างมาก บอกเลยว่าสำหรับใครที่ชื่นชอบซีรีส์ที่ต้องลุ้นตลอดเวลาว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปทางไหนอย่างไร ตัวละครแต่ละครจะมีเส้นทางและเส้นเรื่องของตัวเองอย่างไร แนะนำเรื่องนี้เลยค่ะ ซึ่งทั้งลุ้นและพร้อมปวดหัวพอ ๆ กับ Penthouses จริง ๆ ค่ะ

เรื่องย่อ
ซอฮีซู อดีตนักแสดงสาวผู้โด่งดังที่ลาออกจากวงการบันเทิงเพื่อแต่งงานเข้ามาเป็นสะใภ้รองแห่งตระกูลมหาเศรษฐี ตระกูลเจ้าของฮโยวอนกรุ๊ป ตระกูลแชโบลยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ แน่นอนว่าเพราะชาติกำเนิดและตระกูลของเธอ ทำให้การเป็นสะใภ้ของตระกูลไม่ค่อยราบรื่นหนัก แต่เธอก็พยายามที่รักษาตำแหน่งนี้ไว้โดยที่เธอไม่ต้องการสูญเสียความเป็นตัวเองไป และหญิงสาวที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่างทั้งการศึกษา ชาติตระกูล ฐานะ ความร่ำรวยและอำนาจอย่าง จองซอฮยอน สะใภ้คนโตของฮโยวอนกรุ๊ป เธอเป็นคนที่มีบุคลิกที่ค่อนข้างแข็งกระด้าง และเย็นชาดังน้ำแข็งนั่นเพราะสังคมชั้นสูงที่บ่มเพาะให้เธอต้องเป็นเช่นนี้นั่นเอง แน่นอนว่าเรื่องราวของทั้งสองสะใภ้ยังต้องดำเนินต่อไปเพราะทั้งสองต้องค้นหาตัวตนที่แท้จริง ไปพร้อม ๆ กับการทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากสังคมชั้นสูงที่เน่าเฟะนี้เช่นกัน

Mine ธาตุแท้

นักแสดง
LeeBoHyungอีโบยอง รับบทเป็น ซอฮีซู อดีตนักแสดงสาวผู้โด่งและเป็นสะใภ้คนรองแห่งฮโยวอนกรุ๊ป

KimSeoHyongคิมซอฮยอง รับบทเป็น จองซอฮยอน ลูกสาวตระกูลมหาเศรษฐีผู้ดีเก่าและเป็นสะใภ้คนโตแห่งฮโยวอนกรุ๊ป

OkJaHyunอ๊คจายอน รับบทเป็น คังจาคยอง ครูสอนพิเศษคนใหม่สุดสวยและมีเสน่ห์ของ ฮันฮาจุน (ลูกชายของซอฮีซูและฮันจียอง)

LeeHyunWookอีฮยอนอุค (Lee Hyun Wook) รับบทเป็น ฮันจีฮยอง ลูกชายคนรองของฮโยวอนกรุ๊ปและเป็นสามีของซอฮีซู

N VIXXN Vixx หรือ ชาฮัคฮยอน รับบทเป็น ฮันซูฮยอก ทายาทคนที่ 3 ของฮโยวอนกรุ๊ป และเป็นลูกเลี้ยงของจองซอฮยอน

รีวิว : 9/10
แน่นอนว่าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นซีรีส์ของสังคมคนรวยแล้ว แน่นอนว่าฉากต่าง ๆ อย่างบ้าน โรงแรม ก็ต้องโคตรหรูอังการงานสร้างแน่นอน ซึ่งเรายอมรับจริง ๆ ค่ะสำหรับเรื่องนี้ เพราะเกาหลีใต้เขาขึ้นชื่อเรื่องของการเซ็ตฉากใส่ CG ฉากได้ออกมาแนบเนียนมากจริง ๆ อย่างหลาย ๆ เรื่องที่เราเห็นมานนั่นเองค่ะ และฉากก็ต้องมาพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่สุดแสนจะแพงจากสอปนเซอร์เอาซะอยากเกิดเป็นคนรวยขึ้นมาทันทีเลยค่ะ และอีกเรื่องที่จัดเต็มไม่แพ้กันสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ก็ต้องเป็นเสื้อผ้าหน้าและผมของนักแสดงที่จัดเต็มสมกับฐานะของแต่ละคน ขนบรรดาแบรนด์เนมมาจัดเต็มบนตัวนักแสดงกันเวอร์วังไม่แพ้ฉากเลยทีเดียว แถมยังคุมโทนและแมตช์กันอีกด้วย โดยเฉพาะชุดของสาวใช้ที่ก็ดูไม่เหมือนชุดสาวใช้เลยด้วยซ้ำไป (สีแสบตามาก)

์Mine ธาตุแท้ส่วนในเรื่องของบทและตัวนักแสดง ก็ถือว่าเขาคัดหน้าตา คาแรคเตอร์มาได้เข้ากับตัวละครอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อีโบยอง ที่กลับมารับเล่นซีรีส์อีกครั้ง หลังห่างหายจากจอไปนานก็ฟาดมาก แสดงได้เป็นธรรมชาติเหมือนเป็นตัวเธอเองเลยจริง ๆ แน่นอนว่าบทนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่อีกมากแน่นอน ส่วนคิมซอฮยอง หรือที่เรารู้จักกันดีในฐานะ โค้ชคิม จาก Sky Castle นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแสดง การตีบทแตกของเธอเลยล่ะค่ะ เพราะสีหน้า แววตา ที่เธอสื่ออารมณ์ออกมานั้นแอบทำให้เราเองก็เย็นยะเยือกเหมือน และนักแสดงอีกคนอย่าง อ๊กจายอน ก็แสดงมาออกมาได้อย่างน่าเดินเข้าไปตบตั้งแต่เธอปรากฎตัวแล้วล่ะค่ะ

์Mine ธาตุแท้ส่วนเรื่องราวของซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวของสังคมชั้นสูงที่มีเพียงแค่ 1% ของประเทศ และการใช้ชีวิตกับครอบครัวเศรษฐีที่ดูเหมือนชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลายมาตั้งแต่ต้น

ลูกชายที่มีเมียหลายคน กับลูกสะใภ้ที่วุ่นวายดิ้นรน
ตระกูลฮโยวอนนี่ร่ำรวยมั่งคั่งขนาดมีบ้านพื้นที่กว้างขวาง มีบ้าน 2 หลัง คาเดนซ่า และ รูบาโต มีท่านประธานที่กำลังป่วยหนักนอนนิ่งอยู่ในโรงพยาบาล ในบ้านหลังใหญ่จึงเหลือเพียงคุณนายใหญ่ท่าทางโรคจิตที่อาวุโสสูงสุด ที่เหลือก็เป็น ลูกชายคนโตกับลูกสาวคนรอง สองคนนี่เกิดกับภรรยาคนปัจจุบัน และลูกชายคนเล็กที่เกิดกับภรรยาอีกคนที่ตายจากไปแล้ว

ตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่งจะถูกเรียกว่าเป็นตระกูลแชบอล เรื่องราวในตระกูลที่ภายนอกดูดีดูน่าอิจฉา แต่ภายในเองก็หลีกไม่พันมีแต่ปัญหา

ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ การที่ลูกชายในตระกูลต้องสืบทอดดูแลธุรกิจทำให้การแต่งงานเป็นไปเพื่อธุรกิจ พวกเขาไม่อาจแต่งงานกับคนที่รักได้ แต่ก็นั่นแหละ ผู้ชายในตระกูลนี้ ดูจะสืบต่อนิสัยกันมาเป็นทอดๆ พวกเขามักจะไปหลงรักใครที่ไม่คู่ควร ไล่มาตั้งประธานใหญ่ ลูกชายคนโต และลูกชายคนเล็ก และเมื่อพวกเขาต้องแต่งงานกับคนที่คู่ควรแต่ไม่ใช่คนที่เขารัก จึงส่งผลต่อชีวิตของลูกสะใภ้ที่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากติดตามมา

ธาตุแท้ | ตัวอย่างอย่างเป็นทางการ

ประธานฮัน (จองดงฮวาน) มีภรรยาสองคน แม้เสียคนใหม่ไปแล้วแต่ก็คงยังคงคิดถึงไม่สร่าง กระทั่งจัดงานวันเกิดและมีห้องลับ ลูกชายคนโต ฮันจินโฮ (พัคฮยอกควอน) ที่แม้ตบแต่งกับ จองซอฮยอน (คิมซอฮยอง) แต่ก็ไม่วายหาเศษหาเลยกับผู้หญิงไปทั่ว แถมเขายังมีลูกชายอีกคนจากหญิงคนก่อน ฮันซอฮยอก (ชาฮักยอน)

แน่นอน เด็กหนุ่มคนนี้จึงเป็นลูกเลี้ยงซอฮยอน

ไม่ใช่แค่นั้น เด็กหนุ่มซอฮยอก ที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอก ก็ดันไปชอบพอกับแม่บ้านสาวคนใหม่อย่าง คิมยูยอน (จองอีซอ) เข้าอีก ก็อย่างที่รู้ว่าคนในตระกูลเศรษฐี ไม่มีทางจะได้กับสาวใช้อย่างแน่นอน เพราะเขาถูกวางตัวให้แต่งกับสาวจากอีกตระกูลหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว

คิมซอฮยอง ในบทสะใภ้ใหญ่ในซีรีส์ ธาตุแท้
คิมซอฮยอง ในบทสะใภ้ใหญ่ในซีรีส์ ธาตุแท้
อีกบ้าน เป็นที่พักของ ฮันจียง (อีฮยอนอุค) ลูกชายคนรองที่ตบแต่งกับซอฮีซู (อีโบยอง) อดีตดาราสาวที่เลี้ยงดูเด็กชาย ฮันฮาจุน (จองฮยอนจุน) แน่นอนก็ว่า เด็กคนนี้ก็ไม่ใช่ลูกของเธออีกนั่นแหละ แต่เป็นลูกของจียงกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่(ได้รับรู้เพียงว่า)ตายไปแล้ว

ความเป็น ‘เจ้าของ’ ลูกเลี้ยงกับลูกจริง
เริ่มที่ จองซอฮยอน เธอเป็นคนตระกูลแชบอลเช่นกัน ผู้ละทิ้งชีวิตความรักเพศเดียวกันมาเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลนี้ด้วยสาเหตุที่ยังไม่แน่ชัด เธอไม่ได้รัก ฮันจินโฮ สองคนไม่เคยนอนด้วยกัน เธอจึงเป็นแม่เลี้ยงของฮันซอฮยอก แต่เธอก็แทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับลูกเลี้ยงของตัวเองสักเท่าไหร่

ด้าน ซอฮีซู อดีตดาราคนสวยนั้น เธอทิ้งชีวิตภายใต้สปอตไลท์มากลายเป็นแม่บ้านในคฤหาสน์หลังโต เลี้ยงดู ฮันฮาจุน ลูกชายวัยแปดขวบทั้งที่เธอเพิ่งแต่งงานมาได้เพียงหกปี เหตุการณ์เริ่มพลิกผันเมื่อพี่สะใภ้ดันรับหญิงสาวคนใหม่เข้ามาเป็นติวเตอร์ให้สะใภ้รอง หญิงคนนั้น คือ คังจากยอง คนที่พฤติกรรมประหลาด มีบุคลิกที่ดูแข็งๆ และเอาใจใส่ดูแล ฮันฮาจุน เกินกว่าจะเป็นแค่ติวเตอร์ทั่วไป

เดากันไม่ยากหรอกใช่ไหม สปอยล์เลยก็ได้ว่า ว่าเธอคือแม่แท้ๆ ที่ใครๆ ก็กรอกหูฮีซูว่าตายไปแล้วนั่นแหละ

โปสเตอร์ของซีรีส์ ธาตุแท้

ทั้งแม่จริงและแม่เลี้ยงต่างก็อ้างในความเป็นเจ้าของ ซอฮีซู แม้ไม่ได้ให้กำเนิด ไม่ได้อุ้มท้องมา แต่เธอก็เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดมาตลอด จะมาด้อยค่าความรักของเธอนั้นคงมิได้ ฝ่ายแม่ตัวจริงที่ลำบากยากเย็นในการสวมรอยเข้ามาเป็นติวเตอร์ ก็อ้างความเป็นแม่ที่ตั้งท้องและเลี้ยงดูในช่วงต้นของตนเช่นกัน

การแย่งชิงความเป็นเจ้าของเด็กชายจะลงเอยเช่นไรก็คงต้องลองติดตามกันดู

สองทายาทกับความเป็น ‘เจ้าของ’ ตำแหน่งประธาน
ซีรีส์เรื่องนี้ เขียนบทโดยผู้หญิง กำกับโดยผู้หญิง จึงค่อนข้างใส่มุมมองของผู้หญิงเข้ามาเต็มเปี่ยม จึงทำให้ตัวละครผู้ชายกลายเป็นตัวปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจ้าชู้ที่อาศัยความร่ำรวยทำให้สาวๆ หลงใหลยอมพลีกายให้ หรือจะเป็นความรักที่ไม่อาจเลือกได้ เมื่อพวกเขาเป็นลูกหรือหลานในตระกูลเศรษฐี พวกเขาต้องแต่งงานกับคนที่ร่ำรวยพอกันเพื่อสร้างคอนเนคชันและต่อยอดสถานะทางสังคม พวกเขาจึงไม่เคยได้แต่งงานเพราะความรัก และคนที่พวกเขารักจริงจังก็กลายเป็นพวกที่ถูกเฉดหัวออกไป เก็บเอาบุตรเอาไว้และให้ภรรยาที่แท้รับสมอ้างเป็นลูกของตนแทน

ผู้ชายอาจดูน่าสงสารที่ไม่อาจอยู่กับคนที่เขารัก แต่ผู้หญิงกลับน่าสงสารมากกว่าที่ต้องอยู่กินกับคนที่ไม่ได้รัก เลี้ยงดูลูกที่ไม่ใช่ของตน และยังต้องรบราเพื่อคงสถานะในตระกูล

โปสเตอร์อีกแบบของซีรีส์ ธาตุแท้
โปสเตอร์อีกแบบของซีรีส์ ธาตุแท้
ฝ่ายลูกชายคนโตและคนรองที่ต่างมารดากันนั้น นอกจากจะปวดหัวเรื่องลูกของตนแล้ว ทั้งสองต่างก็เป็นทายาทที่มุ่งมั่นฟาดฟันเพื่อจะได้เป็นประธานคนใหม่ของฮโยวอน ต่างก็คิดว่านั่นเป็นที่ทางของตน ยื้อแย่งแสดงความเป็น ‘เจ้าของ’ ที่เราก็ไม่รู้ว่า ตอนจบมันจะลงเอยเช่นใด

คนรับใช้คือเครื่องจักรขับเคลื่อนเรื่องราว

คฤหาสน์หลังโตไม่ได้มีแค่สมาชิกในตระกูลฮโยวอนเท่านั้น แต่ยังเป็นที่พักอาศัยของเหล่าผู้รับใช้ด้วย แต่ละคนก็ต่างหน้าที่กันไป แต่ละคนอยู่ภายใต้การนำของ ผู้ดูแลจูมินซู (Park Sung Yeon/พัคซองยอน) คนที่สอดรู้สอดเห็นเป็นที่สุด เก่งในการซ่อมกล้องและอัดเสียง เป็นหนึ่งในทีมคนรับใช้ที่มีบทบาทมากคนหนึ่ง ถัดมาก็เป็นสาวใช้แม่บ้านคนใหม่อย่าง คิมยูยอน (จองอีซอ) ที่เข้ามาปุ๊บก็เจอกับ ฮันซอฮยอก ลูกชายของทายาทคนโตเข้าพอดี ต่างคนต่างมีใจให้กันแหละ ว่างั้นเถอะ

นอกจากนี้ก็ยังมีคนขับรถที่จ้องเครื่องเพชร มีเลขาโอของอดีตดาราสาว เลขาคิมสุดหล่อ และอีกหลายคน ทั้งหมดล้วนเป็นกำลังหนุนในการขับเคลื่อนเรื่องราว

หันหน้ามานั่นคือ ฮันซอฮยอก ส่วนที่หันหลัง เธอคือ คิมยูยอน รักที่ไม่คู่ควร

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์ที่ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐีเรื่องนี้ จะมีจุดหนึ่งที่ยิ่งดูก็จะยิ่งเห็นชัด คือ การที่ไม่มีตัวละครไหนเลวร้ายจริง สุดท้าย ทุกคนก็จะมีมุมที่ดีในตัวเอง เรื่องราวอาจแปรเปลี่ยนพลิกผัน ตัวที่เคยห้ำหั่น วันหนึ่งอาจกลายเป็นมิตรต่อกันก็เป็นได้

ลองเปิดดูสักสองตอน แล้วก็จะเริ่มติดเหมือนผมนี่แหละครับ

ซีรีส์เรื่อง: Mine / ธาตุแท้ / 마인

ผู้กำกับการแสดง: Lee Na Jeong/อีนาจอง (เจ้าของผลงานซีรีส์เรื่อง Love Alarm, Fight for My Way และ Oh My Venus)
ผู้เขียนบท: Baek Mi Kyeong/แบคมีคยอง (เจ้าของผลงานซีรีส์เรื่อง Strong Woman Do Bong-Soon)
นักแสดง: Lee Bo Young/อีโบยอง, Kim Seo Hyung/คิมซอฮยอง, Lee Hyun Wook/อีฮยอนอุค, Ok Ja Yeon/อ๊กจายอน, Jung Yi Seo/จองอีซอ, Cha Hak Yeon/ชาฮัคยอน,​ Ye Soo Jung/เยซูจอง
แนว/ประเภท: Drama
จำนวนตอน: ซีซัน 1 จำนวน 16 ตอน
ช่องทางรับชม: Netflix
ช่วงเวลาเริ่มออกอากาศ: May 8 – June 27, 2021
สังกัด/ผู้ผลิต/เจ้าของลิขสิทธิ์: Studio Dragon, tvN

 

ดูหนังออนไลน์