keyboard_arrow_right
Megan
Uncategorized

รีวิวงภาพยนตร์แอ็คชั่นไซไฟ Star Trek Beyond – สตาร์ เทร็ค ข้ามขอบจักรวาล

เรื่องย่อหนัง หนัง Star Trek Beyond หรือชื่อไทยว่า สตาร์เทรคข้ามขอบจักรวาล เตรียมพบกับการกลับมาของภาพยนตร์แอ็คชั่นไซไฟสุดยิ่งใหญ่ Star Trek Beyond สตาร์ เทร็ค ข้ามขอบจักรวาล มันส์ทะลุจอไปกับการผจญภัยของลูกเรือยานเอนเตอร์ไพร์ส ที่ต้องเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจรายใหม่ ภาพยนตร์ เขียนบทโดย ไซม่อน เพ็กก์ และดั๊ก จุง โดยที่นักแสดงทีมเดิมอย่าง คริส ไพน์, แซ็คคารี ควินโต, โซอี้ ซัลดานา, คาร์ล เออร์บัน,แอนตัน เยลชิน และ จอห์น โช ก็กลับมารับบทเดิมทั้งทีม ในภาคนี้ ยังมีการเสริมทัพนักแสดงอย่าง ไอดริส เอลบา, โจ ทาสลิม และโซเฟีย โบเทลลา อีกด้วย

รีวิวงภาพยนตร์แอ็คชั่นไซไฟ Star Trek Beyond - สตาร์ เทร็ค ข้ามขอบจักรวาล

Star Trek Beyond ฉลองครบรอบ 50 ปี ได้อย่างน่าจดจำ

กลับมาเป็นภาคที่ 3 แล้วของหนังตระกูล Star Trek ของยุคที่มี ผกก เจเจ อับรามส์ เป็นผกกและโปรดิวเซอร์ ซึ่งภาคนี้ กำกับโดย จัสติน ลิน จาก Fast 3-6 นั่นเอง

เรื่องราวภาคนี้ก็ดำเนินต่อจากภาค Into Darkness นั่นเอง ว่าด้วย ภารกิจออกสำรวจอวกาศ 5ปี ของยาน USS Enterprise ซึ่งผ่านไปแล้ว 2 ปี จนมาเกิดปัญหา โดนโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว

ในอวกาศที่ไม่มีใครรู้จัก สุดท้ายก็ต้องเสียยานไป ไม่มีกำลังเสริม ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ ถือว่าเป็นพล๊อตที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ผลสุดท้ายหลังจากที่ดู ส่วนตัวคิดว่า มันยังไม่พีคเท่าภาค Into Darkness เท่าไหร่ ปม หรือการเฉลยประเด็นต่างๆในหนังยังทำไม่ถึงใจเท่าภาคนั้น แต่ที่ต้องยอมรับคือ

ฉากแอคชั่นในภาค Beyond นี้ สนุกจริงๆ อาจะเป็นเพราะได้ ผกก ที่ถนัดเน้นฉากแอคชั่น อยู่แล้วมาเป็นคนกำกับ สิ่งที่โดดเด่นของภาคนี้จึงไม่พ้นฉากแอคชั่นนั้นเอง

แต่พอมีเน้นแอคชั่น ทำให้ประเด็น ปรัชญา ดราม่าในอวกาศ ถูกลดบทบาทลง ทำให้ช่วงท้ายๆ พอเราทราบเหตุผลของตัวร้าย ยังไม่ค่อยกระแทกใจเท่าภาคก่อนๆ เลยซักเท่าไหร่

โดยรวมตัวหนังยังให้ความบันเทิงเป็นอย่างดี งาน CG ก็คงเส้นคงวา ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ หรือหวือหวาอะไร เป็นการกลับมาเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ของ Star Trek ได้ดีเลยทีเดียว

มีการยกย่อง ให้กับทีมนักแสดงชุดเก่า ให้หายคิดถึงกันด้วย ที่มา

Uncategorized

รีวิวหนังคัลท์สัญชาติสเปน The Platform คุกชนชั้น อาหารเหลือจากชนชั้นบน

The Platform รีวิวคุกชนชั้น สปอยล์ คุกชนชั้น- หนังคัลท์สัญชาติสเปน ที่ Netflix ซื้อมาฉาย และกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมากในขณะนี้ กับสิ่งที่ตัวหนังสื่อออกมาได้เสียดสี และต้องผ่านการตีความ ด้วยบทล้ำ ชวนให้เราตั้งคำถามถึงระบบความเป็นไปของโลกใบนี้เลยทีเดียว

รีวิวหนังคัลท์สัญชาติสเปน The Platform คุกชนชั้น อาหารเหลือจากชนชั้นบน

ในบทความนี้ก็จะวิเคราะห์ และสปอยล์ เนื้อหาไปในทีละส่วนของตัวหนัง ซึ่งมันต้องใช้ความคิดและการตีความ เลยขอบอกก่อนว่ามันอาจจะไม่ตรงกับความคิดของทุกคน เพราะตัวหนังเองไม่เฉลยอะไรมาก มันชวนให้เราฉุกคิด และคิดต่อไปเองเสียมากกว่า ถ้าหากใครยังไม่ได้ดูแล้วล่ะก็ แนะนำให้ไปดูก่อนได้ใน Netflix หรืออ่านรีวิวได้ที่นี่

The Platform สปอยล์
The Platform สปอยล์ ตีความ วิเคราะห์ตอนจบ
Contents ซ่อน
1 The Platform สปอยล์ หลุม คืออะไร?
2 สิ่งที่ Platform ต้องการจะสื่อความหมาย
3 บทวิเคราะห์
4 ดองกิโฆเต้?
5 เสียงที่ไปไม่ถึง
6 วิเคราะห์ตอนจบ

The Platform สปอยล์ หลุม คืออะไร?
ในตัวหลุมแพลตฟอร์มนี้ มันเป็นการอุปมาอุปมัย จำลอง เกี่ยวกับระบบสังคมของมนุษย์ในปัจจุบันให้เห็นภาพง่ายๆ ซึ่งไอ้ตัวหลุมนี้ตั้งอยู่ใน Future Distopia เป็นโลกอนาคตที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า Utopia ดินแดนในอุดมคติ เป็นโลกที่ทรัพยากรมีจำกัด และอารยธรรมต่างๆ ผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยว

เราจะได้ติดตามชีวิตของ โกเรง ตัวเอกของเรื่อง ที่ต้องเข้ามาอยู่ในคุกที่เรียกว่า “หลุม” มีทั้งหมด 333 ชั้น (เท่ากับว่านักโทษทั้งหมดมี 666 คน SATAN NUMBER) เขาอาสาเข้ามาอยู่ในนี้เพราะว่า เขาต้องการวุฒิการศึกษา และต้องการเลิกบุหรี่ แต่แล้วเขาก็พบว่าเขามาอยู่ในที่ๆ ไม่ควรจะอยู่เลย

ในแต่ละชั้น นอกจากชั้น 0 จะมีนักโทษประจำแต่ละชั้นอยู่ 2 คน และแท่นอาหาร ก็จะถูกส่งต่อ จากชั้นบนลงสู่ชั้นล่าง ซึ่งชั้น 0 นั้น เป็นที่ๆ พวกชนชั้นสูง หรือมีสิทธิพิเศษบางอย่าง ได้อยู่ตรงนั้น พวกเขาก็จะคอยทำอาหาร เพื่อส่งลงไป เปรียบเปรยได้ว่าพวกเขาคอยสร้างระบบต่างๆ ให้คนที่อยู่ชั้นล่างลงมา คอยควบคุมทุกอย่างอยู่

แท่นอาหารจะหยุดพักในแต่ละชั้น เป็นเวลา 2 นาที ซึ่งในเวลานั้น นักโทษสามารถกินอาหารจากแท่นได้ ถ้าหากว่าคนชั้นบน กินอาหารเยอะ ชั้นล่างๆ อาหารก็จะเหลือน้อย ทำให้ผู้คนชั้นล่างๆ อดอยาก และหาทางเอาตัวรอดเอาเอง หรือต้องรอกินเศษอาหารจากคนชั้นบน ซึ่งมันเหมือนกับ Point หลักของตัวหนังที่ต้องการสื่อว่า พวกที่อยู่ข้างบนได้อยู่อย่างสบาย แต่คนข้างล่างก็ต้องดิ้นรนเอาเอง หรือรอรับเศษเหลือจากข้างบน

ในตัวหนังพยายามจะสื่อว่า ถ้าหากทุกคนกินอย่างเพียงพอ มันก็จะมีอาหารเหลือสำหรับทุกคน ในทุกๆ ชั้น แต่คุณก็คงจะเดาได้ว่ามันไม่มีทางเป็นแบบนั้น เพราะคนชั้นบนๆ เมื่อมีโอกาส เขาก็ต้องตักตวง กินของดีๆ ให้ท้องอิ่ม สนแต่ตัวเอง โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงคนที่อยู่ล่างกว่า เพราะว่า คนที่อยู่ข้างบนของเรา ก็ไม่ได้สนใจเรา เป็นเหมือนการกระทำต่อกันเป็นทอดๆ

เราจะเห็นได้ว่าช่วงนี้ สถานการณ์ โควิด-19 ระบาด สินค้าขาดแคลน เริ่มตุนของ ในต่างประเทศเราจะเห็นไวรัลคลิปที่ถูกส่งต่อกันมา ที่เป็นคลิปของคนสองคน ตบตีกันเพื่อแย่ง “กระดาษชำระ” มันแสดงให้เห็นว่า คนเรา “เอา” สิ่งที่พวกเขาต้องการ มากกว่าความจำเป็นของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น แค่เพียงกระดาษชำระก็ยังต้องแย่งกันจะเป็นจะตาย ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อได้อย่างน่ากลัวเลยทีเดียว

 

The Platform สปอยล์ Miharu

“โลกนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท คนชั้นบน คนชั้นล่าง และคนที่ร่วง” บทพูดแรกของหนังที่อธิบายเนื้อหารวมๆ ให้เข้าใจได้ง่าย โดยคนที่ร่วงในที่นี้ มี 2 ความหมาย นั่นก็คือ
1.ร่วงลงไประหว่างชั้นจนตายจริงๆ กับ
2.คนที่ต้องการลงไปเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เหมือนกับโกเรงและบาฮารัตในพาร์ทสุดท้ายของหนัง อีกความหมายหนึ่งของคำพูดนี้หมายถึง
1.คนประเภทที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง
2.คนที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ทำไม่ได้
3.คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลง แม้จะแลกกับชีวิตตัวเองก็ตาม

สิ่งที่เราเห็นในหนังตลอดทั้งเรื่อง คือการสื่อถึงความโลภของ “ตัวเอง” ที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เสียหาย โดยไม่รู้ตัว โดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม กลายเป็นว่าเราจะได้ติดตามพฤติกรรม ของคนกลุ่มหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวของสังคมด้วยการเอาตัวรอดแบบสุดโต่งภายในเรื่องนี้ และทำให้เราฉุกคิดว่า ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับตัวละครในเรื่อง เราจะทำยังไง?

โกเรง ถูกส่งลงมาแรกเริ่มในชั้นที่ 48 ซึ่งเขาก็ได้พบกับเพื่อนร่วมชั้น เป็นชายแก่นามว่า ทริมากาซี กฏของหลุมนี้ก็คือ ทุกคนสามารถให้นำสิ่งของ 1 ชิ้น จากโลกภายนอก เข้ามาในหลุมนี้ ซึ่งลุงทริมากาซี ได้เลือกมีดซามูไรพลัสที่เขาถูกหลอกให้ซื้อ มันสะท้อนถึงตัวตนของคนที่พยายามจะก้าวหน้า นำคนอื่นอยู่ตลอดเวลาโดยไม่สนวิธีการ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการนำหน้าคนอื่นอีกทีด้วยการหลอกลวง

สาเหตุที่ตาลุงนี่เข้ามาอยู่ในคุก เพราะว่าเขาโมโหที่ถูกหลอกขายมีด จึงได้ทุ่มทีวีเข้าใส่หัวของคนต่างด้าวจนตาย แต่เขาก็ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความตายของผู้อื่นจนเข้ามาอยู่ในหลุมแห่งนี้

บทวิเคราะห์

The Platform สปอยล์ อาหารเหลือจากชนชั้นบน
ถ้าหากว่าในเรื่อง ส่งผ่านอาหารให้แต่ละชั้น เท่าๆ กัน โดยไม่ผ่านแท่น ทุกคนก็จะเท่าเทียมกันและไม่อดอยาก แต่แท่นอาหารนี้ เปรียบได้กับ เครื่องมีที่คนชั้นบน ออกแบบ และควบคุม เพื่อรักษาอำนาจไว้ เห็นได้ว่าคนชั้นบน จะไม่ฟังคนชั้นล่าง กลับกัน ถ้าคนชั้นบนใช้อำนาจ และออกคำสั่ง คนชั้นล่างกว่าก็จะฟัง เหมือนกับที่โกเรงบอกกับคนชั้นใต้เขาว่า ถ้าไม่กินดีๆ จะอุจจาระใส่อาหารไม่ต้องได้กินกันพอดี ซึ่งในหนังก็ได้พูดถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วยว่า ถ้าหากทุกๆ สิ่งมีความเท่าเทียมกันมากกว่านี้ เราก็จะอยู่ในสังคมที่ยุติธรรม มีความเท่าเทียม และไม่มีคนอดอยาก

The Platform สปอยล์ ทริมากาซิ ชายแก่ชวนสยอง
แต่ลุง ทริมากาซิ เป็นตัวแทนสะท้อนให้เห็นถึงคนอัตตาบังหน้า ที่มองคนอื่น “ไม่เท่ากัน” และต้องการโอกาส ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แม้จะต้องกินคนก็ตาม สังเกตุได้ว่า เมื่อเขาอยู่ชั้นบน เขาก็จะปฏิบัติตัวกับคนชั้นล่างแบบ ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ทั้งถุยน้ำลายใส่อาหาร หรือกระทั่งฉี่รดลงไปชั้นล่าง เป็นเพราะว่าเขามีอำนาจอยู่ แม้เพียงจะเล็กน้อย แต่เขาก็อยู่ข้างบนกว่าไป 1 ชั้น และคนข้างบนก็คงไม่สนเขาเหมือนกัน

เราเห็นได้ว่า ผู้คนที่อยู่บนชั้น 0 ไม่แม้แต่จะสนใจ หรือรับรู้สถานการณ์ของชั้นล่างๆ เพียงแค่ทำตามหน้าที่ของตัวเอง อย่างในพาร์ทของ Imoguiri ที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ให้กับหลุม แต่ถูกส่งลงมาในหลุมเอง เธอก็ยังไม่รู้ว่าหลุมนั้นมีกี่ชั้นกันแน่ และไม่รู้ว่าในหลุมนี้ การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่มันโสมมขนาดไหน

สิ่งที่ทำให้ Imoguiri เข้ามาอยู่ในหลุม เพราะว่าต้องการรักษามะเร็ง โกเรงก็ต้องการวุฒิการศึกษา ส่วนทริมากาซิก็ต้องการอิสระภาพ เป็นเหมือนกับรางวัลของผู้ที่อดทน แต่นั่นคือการฝันลมๆ แล้งๆ และเป็นสัญญาปากเปล่าหรือเปล่า? เพราะส่วนใหญ่เราก็น่าจะเห็นได้ว่าพวกนักโทษถูกส่งไปชั้นสุ่มๆ และก็ตายอย่างอนาถจากการอดอาหาร หรือฆ่ากันเองเพื่อกิน มองให้ชัดๆ มันก็คือระบบทุนนิยมที่จะให้รางวัลกับคนที่ทำงานหนัก แต่ก็ต้องพบกับความจริงที่ว่ามันค่อนข้างโหดร้าย และไม่ยุติธรรมในหลายๆ อย่าง

The Platform สปอยล์ Don Quixote
เราได้เกริ่นไปแล้วว่า คนที่เข้ามาอยู่ในหลุมจะนำของติดตัวมาได้ 1 อย่าง ซึ่งพระเอกของเรา โกเรง ได้เลือกหนังสือเล่มหนึ่งเข้ามา นั่นก็คือเรื่อง ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน (Don Quixote de La Mancha)

ในหนังสือ เป็นเรื่องราวของขุนนางสูงอายุที่คลั่งไคล้ในนิยายอัศวินจนถึงขั้นขายที่ดินเพื่อซื้อหนังสือ และสุดท้ายเขาก็ได้ตั้งตนเป็นอัศวินนามว่า ดองกิโฆเต้ เพื่อรับใช้ชุมชนของเขาแม้ว่าเขาจะไม่เคยเป็นมาก่อน และแก่มากแล้วก็ตาม ซึ่งเรื่องในหนังสือก็คล้ายๆ กับบทของตัวเอกอย่างโกเรง

ดองกิโฆเต้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ว่าแก่แล้ว กะโหลกกะลา ไม่มีประสบการณ์เป็นอัศวิน ยังเสนอหน้ามาเป็น แถมอายุก็มากแล้ว ทำตัวบ้าๆ แม้ทุกคนจะพูดอย่างนั้น แต่สิ่งที่เขาทำอยู่ ทำให้เขามีความรู้ในการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

ในหนังตอนแรก โกเรงปฏิเสธทีจะกินอาหารเหลือจากชั้นอื่น แต่ด้วยความหิวเขาจึงต้องกิน และยอมแพ้ให้กับระบบส่งอาหารผ่านแท่น เหมือนกับมันกำลังจะบอกว่า เมื่อคนอื่นๆ ทำแบบนี้ ฉันก็ทำได้ และทำต่อกันเป็นทอดๆ

สิ่งที่โกเรงทำเหมือนกับดองกิโฆเต้ ก็คือกาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงความไม่ยุติธรรมในหลุม เพื่อให้ทุกคนได้มีกิน และจัดการกับระบบบ้าๆ อันเน่าเฟะนี้

เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงช่วงหนึ่ง โกเรงได้พบกับ มิฮารุ หญิงสาวที่นั่งลงมากับแท่นให้อาหารเพื่อตามหาลูกชายที่อาจจะอยู่ในคุกแห่งนี้ ซึ่งเธอเปรียบเหมือนกับคนที่สังคมไม่เหลียวแล แม้ยืนหยัดต่อสู้ด้วยตัวเอง แต่ทริมากาซิและคนอื่นๆ ก็โทษเธอว่า ที่เธอเป็นแบบนี้ เพราะตัวเธอเอง ถ้าหากเรามองจริงๆ เราจะเห็นได้ว่า ระบบมันบีบบังคับให้เธอต้องสู้เพื่อตัวเธอเองต่างหาก

ซึ่งมันเชื่อมโยงกับความคิดของทริมากาซิ เมื่อทั้งเขาและโกเรง ถูกส่งมายังชั้น 171 ชั้นที่อาหารไม่เหลือตกมาถึงและต้องอยู่อย่างอดอยาก แต่ทริมากาซิเขามั่นใจว่าจะไม่อดตายแน่ๆ เพราะเขามัดโกเรงติดกับเตียงไว้และจะใช้มีดเฉือนเนื้อของโกเรงเพื่อประทังชีวิต โดยเขาโทษว่ามันเป็นความผิดของระบบ ที่บังคับให้เขาต้องทำแบบนี้ ไม่ใช่ความผิดของเขาเลยแม้แต่น้อยที่เขาฆ่าและกินคน แต่เป็นโชคดีของโกเรง ที่มิฮารุลงมากับแท่นอาหารและช่วยชีวิตเขาได้ทัน ทำให้โกเรงเป็นฝ่ายที่จะต้องกินทริมากาซิเพื่ออยู่รอดแทน ทำให้โกเรงมองเห็นมุมมองชีวิตของเขาว่าการจะเอาตัวรอดได้ต้องทำแบบนั้นจริงๆ ต้องหาอะไรกิน ซึ่งเรื่องนี้มันก็สอนอีกว่า อย่าตัดสินคนเพียงผิวเผิน เพราะเราไม่รู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง

โกเรงตื่นขึ้นมาอีกทีในชั้นที่ 33 กับเพื่อนร่วมชั้น Imoguiri พนักงานที่เคยสัมภาษณ์เขาก่อนที่จะถูกส่งเข้ามายังหลุม แต่ต้องมาอยู่ในคุกหลุมนี้เพราะเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และมีความผิดฐานส่งคนมาอยู่ในนี้ ด้วยความรู้สึกผิด เธอจึงได้ใช้สิทธิพิเศษในการเลือกเพื่อนร่วมชั้น เข้ามาช่วยโกเรง

Imoguiri พยายามบอกคนที่อยู่ชั้นล่างเธอให้เหลืออาหารให้ชั้นต่อๆ ไป กินแต่พอดี แต่คนเหล่านั้นไม่เคยฟัง แต่กลับกัน โกเรงได้บอกสิ่งเดียวกับเธอ แต่เพิ่มเติมด้วยการขู่เข้าไปว่าจะอุจจาระใส่อาหารซะ พวกเขาก็เชื่อฟัง เป็นเพราะว่าโกเรงอาจจะทำจริง และเขาอยู่ชั้นเหนือกว่า กลับกันถ้าโกเรงขู่พวกชั้นบน ชั้นบนก็จะไม่ฟัง เพราะเขาไม่สามารถส่งอะไรขึ้นไปได้ ในเหตุการณ์นี้บ่งบอกเราว่า ถ้าหากคนชั้นบนพูด คนชั้นล่างจะฟังก็ต่อเมื่อมันจะเป็นปัญหาสำหรับตัวเอง เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงทุกๆ สิ่ง ในระบบโครงสร้างของสังคมให้ไปทางที่ดีขึ้น มันควรที่จะเริ่มจากชั้นบนลงล่าง

1 เดือนผ่านไป โกเรงถูกย้ายจากชั้น 33 ลงมาชั้น 202 และพบว่าเพื่อนร่วมชั้นของเขาได้ฆ่าตัวตายเพื่อให้ตัวเองได้เป็นอาหารให้โกเรงจนเขารอดและถูกย้ายขึ้นไปบนชั้น 6 จนได้พบกับบาฮารัต

ความตั้งใจของบาฮารัตคือการปีนขึ้นไปและหนีออกจากคุกแห่งนี้ แต่การจะปีนขึ้นไปได้ ต้องได้ความยินยอมจากข้างบน ซึ่งเขาก็ลองขอดู แต่กลายเป็นว่าถูกอุจจาระใส่หน้าเต็มๆ

ด้วยความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลง โกเรงจึงได้บอกกับบาฮารัตว่าเขาต้องการจะทำลายระบบบ้าๆนี้ และทำให้อาหารถึงท้องทุกคนโดยการนั่งแท่นอาหารลงไปแต่ละชั้น และแจกจ่ายมันด้วยตนเอง เหมือนกับว่า ในการเปลี่ยนแปลง แม้เรามีความคิด เราอาจจะทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ แต่ถ้าเราทำด้วยกัน มันอาจจะเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่าง

The Platform สปอยล์ บาฮารัต และโกเรง เกือบเอาชีวิตไม่รอด

แม้ในความตั้งใจแรกของทั้งสองคนคือการทำให้อาหารไปถึงชั้นสุดท้าย แต่ด้วยการแนะนำจากผู้เฒ่า พวกเขาจึงต้องทำการส่งสารบางอย่างเพื่อให้พวกด้านบนรับรู้และต้องการความเปลี่ยนแปลง ด้วยการเก็บอาหารชิ้นหนึ่งไว้ในสภาพสมบูรณ์และส่งมันขึ้นไปให้ได้ สิ่งนั้นคือของหวานที่เรียกว่า พานาคอตต้า

ในระหว่างทางลงไปแต่ละชั้นที่ทั้งสองได้ลงไป จะมีอยู่ชั้นหนึ่งที่เห็นนักโทษนำเงินติดตัวมา แต่มันไม่มีประโยชน์เลยเมื่ออยู่ในนี้ แสดงให้เห็นว่า บางอย่าง เงินก็ซื้อไม่ได้ และเงินก็ไม่ใช่ทุกอย่าง

วิเคราะห์ตอนจบ

The Platform สปอยล์ ตีความ วิเคราะห์ตอนจบ กับหนังคัลท์ชวนขมวดคิ้ว 7ในชั้นสุดท้าย โกเรงและบาฮารัต ได้พบกับเด็กสาว ที่ดูเหมือนจะเป็นลูกของมิฮารุ และพวกเขาก็ได้ให้พานาคอตต้า ที่ในความตั้งใจแรกมันคือสารที่จะส่งไปยังชั้นบนให้แก่เด็กสาว แม้ว่าพวกเขาจะปกป้องมันมาตลอดทางจนถึงชั้นสุดท้ายจนแทบเอาชีวิตไม่รอดก็ตาม

หลังจากบาฮารัตตาย โกเรงได้พาเด็กสาวไปบนแท่นและส่งเธอกลับขึ้นไป เพราะตอนนี้เธอเปรียบได้เหมือนกับสารที่ทรงพลัง ขึ้นไปเพื่อให้คนชั้นบนได้ทราบบางสิ่งบางอย่าง เปรียบเปรยได้กับโกเรง เป็นตัวแทนผู้ใหญ่ ที่ควรจะสอนเด็กรุ่นใหม่ ที่จะเป็นอนาคตต่อจากนี้ ว่าอย่ามาติดอยู่ในวังวนของระบบบ้าๆ และใช้ชีวิตให้ดีกว่า

ตลอดมา อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า คนชั้นบนไม่ได้รับรู้ชีวิตของคนด้านล่าง และเชื่อว่าไม่มีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในนี้ มันแสดงให้เห็นถึงการที่คนเรา อาจจะโกหกตัวเอง เพียงเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิด ทั้งๆ ที่ปัญหามันอยู่ตรงหน้าทนโท่ แต่เลือกที่จะไม่แก้ไขมัน มองผ่าน ไม่รับรู้ และมีคนอายุน้อยที่กำลังจะเติบโต ต้องทนทุกข์ทรมาณอยู่ในระบบสังคมเดียวกัน

หากเราสามารถสอนให้คนรุ่นใหม่เติบโต และก้าวหน้าโดยไม่เหยียบซ้ำความผิดพลาดเดิมๆ อย่างในสังคมทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันคงจะยกระดับมากขึ้นกว่านี้

The Platform สปอยล์ ตีความ วิเคราะห์ตอนจบ กับหนังคัลท์ชวนขมวดคิ้ว 8สุดท้าย แล้วแต่มุมมองของผู้ชมแต่ละคนแล้วว่าจะได้แง่คิดอะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง มันเปรียบเสมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ซึ่งคนเห็น อาจจะตีความต่างกันไป ต่างประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนที่ได้รับ ซึ่งท้ายสุดแล้วสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในตอนจบ คือการที่เราสามารถใช้คำพูด และการกระทำของเรา ส่งไปยังคนชั้นบน เพื่อให้อะไรๆ มันเปลี่ยนแปลง แม้มันจะต้องเสียสละ หรือแลกกับอะไรบางอย่างก็ตาม เหมือนกับที่โกเรงเลือกที่จะไม่ขึ้นไป ในอีกมุมหนึ่งก็คือ การส่งต่ออนาคตให้รุ่นต่อไป

เป็นบทวิเคราะห์หนังที่น่าปวดหัวในหลายๆ ด้าน เพราะต้องตีความ ผ่านสิ่งต่างๆ ที่ในหนังก็ไม่ได้บอกอะไรเรามาก มันชวนตั้งคำถามให้เราอยู่ตลอดทั้งเรื่อง และจบแบบปลายเปิดให้ทุกคนไปคิดต่อ แล้วคุณล่ะ ถ้าหากต้องตกอยู่ในหลุมแห่งนี้ คุณจะเลือกอะไรเป็นของติดตัวไป  ดูหนังออนไลน์ฟรี  

Uncategorized

รีวิว The Hitman’s Bodyguard แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอดี้การ์ด

เรื่องย่อหนัง หนัง The Hitman’s Bodyguard หรือชื่อไทยว่า แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอร์ดี้การ์ด เมื่อสุดยอดบอดี้การ์ดมือฉกาจของโลก ไมเคิล ไบรซ์ (ไรอัน เรย์โนลด์) ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองและนำตัวนักฆ่าอันดับหนึ่งของโลกที่พยายามฆ่าเขามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดาเรียส คินเคด (แซลมวล แอล.แจ็คสัน) ไปส่งที่ศาลในประเทศเนเธอร์แลนด์ในฐานะพยาน พวกเขามีเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ในการเดินทางฝ่าดงกระสุนจากนักฆ่าที่ถูกส่งมาจากเจ้าพ่ออาชญากรอย่าง วลาดิสลาฟ ดูโควิช (แกรี่ โอลด์แมน) เพื่อไปที่ศาลให้ทันเวลา เตรียมตัวพบกับบทบาทใหม่ของสองดารายักษ์ใหม่ ไรอัน เรย์โนลด์ และแซลมวล แอล. แจ็คสัน ผู้แสดงเป็น Deadpool (เดดพลู) และ Nick Fury (นิค ฟิวรี่) จากจักรวาลมาร์เวลในภาพยนตร์แอ็คชั่นคอมเมดี้ที่จะมากระตุกต่อมฮาของทุกคน

 

รีวิว The Hitman's Bodyguard แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอดี้การ์ด

 

ฮิตแมนบอดี้การ์ด คือการเดินเรื่องระหว่างสุดขั้วความคิดสองสาย ได้แก่ ไมเคิล ไบรซ์ (ไรอัน เรโนลด์) บอดี้การ์ดฝีมือระดับตองเอตัวแสบ ผู้เต็มไปด้วยตรรกะเหตุผล กับนักฆ่าอึดถึกเทพนาม ดาเรียส คินเคด (แซมมัว เอล แจคสัน) ที่ใช้ชีวิตเต็มไปด้วยความท้าทาย ความบ้าบอ และดูเหมือนจะไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

 

โดยเรื่องเกิดเพราะนักฆ่านามคินเคดนั้น เป็นพยานรู้เห็นเพียงหนึ่งเดียวของเผด็จการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ ซึ่งบอดี้การ์ดไบรซ์ คู่กัดระหว่างสายอาชีพจะต้องคุ้มกันเขาในฐานะพยานปากเดียว
เพื่อไปให้ปากคำภายใน 24 ชั่วโมงสำหรับการล้มล้างเผด็จการตัวร้ายของเรื่อง หนังเรื่องนี้กำกับโดย แพทริค ฮัคเชส ซึ่งเคยทำ The Expendables 3 ไว้ในปี 2014 เป็นหนังตระกูลแอ็คชั่น
ตลกเสียดสี เน้นเท่ไว้ก่อน โดยความเท่ของมันนี่แหละคือตัวชูโรงความฮา โดยมีลูกตลกแบบอเมริกาเป็นตัวยืนและเชื่อมซีน ส่วนใหญ่เป็นตลกหยาบคายที่การใช้คำพูดเป็นหลัก คิดมาจาก
ไอเดียที่เอานักแสดงที่ชอบเล่นนอกบทระหว่างไรอัน กับแซมมัว เอล แจคสัน มาฉะกัน จึงเพิ่มดีกรีจิกกัด หยาบคาย และบ้าบอเข้าไปเยอะมาก ทำเอานึกถึงหนังเรื่อง RED (2010,Robert Schwentke)
แต่ไปไม่ถึงความเท่ขนาดนั้น สำหรับผมแล้วมันเพียงพอที่จะทำให้บันเทิง แต่อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้มันเป็นหนังตลกที่ดี ผมจัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังบันเทิงเกรดบี ที่ถ้าจะต้องดูสนุกล่ะก็ต้อง
ยอมให้ตรรกะบางประการพังไปบ้าง

 

นอกจากขาดความใหม่ในฐานะของหนังแอ็คชั่นแถวหน้า ฮิตแมนบอดี้การ์ดยังมีความเก่ากึกที่ทำให้นึกถึงรุ่นเดอะอย่าง Lethal weapon (1987), Bad boy (1995) ที่เน้นการขับเคี่ยวระหว่างตัวละครสุดขั้วสองตัว
ซึ่งในที่นี้คือบอดี้การ์ดที่มีหน้าที่ “ปกป้อง” ในขณะที่อีกฟากก็จะเป็นมือปืนที่ต้อง “ฆ่า” แต่ก็ไม่ได้สนใจแนวคิดตรงข้ามนี้มากนั้น ฉะนั้นสำหรับเราแล้วดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะเน้นสบาย ๆ ประมาณว่าสร้างเอามันส์
และดูเอามันส์มากกว่า จริง ๆ เราจะต้องได้เห็นตัวละครสองตัวจะค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปช้า ๆ เพื่อเห็นความดีของแต่ล่ะอีกฝ่าย และก็จะจัดการความขัดแย้งของตัวเองไปพร้อม ๆ กับคลี่คลายเหตุการณ์ปกป้องโลก
เบื้องหน้า ทั้งสองฝ่ายจะได้เห็นมุมมองใหม่ของชีวิต ผ่านการเรียนรู้จากฟากตรงข้าม แบบหนังแอ็คชั่นสองขั้วชอบทำ

 

แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีเวลาให้กับตัวละครมากมายนักหรอก ความขัดแย้งเลยไม่ซับซ้อน เชิงเดี่ยว และเกี่ยวกับความรักของ ไมเคิล ไบรซ์ ที่เฉาตายไปเพราะตรรกะอันมากมายของเจ้าตัวเท่านั้น ผมเลยเสียดายการปะทะกันอันลุ่มลึกของตรระกะและความไร้ตรรกะ หรืออุดมคติ “คนดี” กับ “คนปกติ” ที่มีให้เห็นซ่อนอยู่ในบท แต่ไม่ได้ถูกขับเคี่ยวออกมา บ่อยครั้งกลายเป็นความพยายามทำให้คินเคดเป็นคนดีไปเสียชิบ เราจะได้เห็นความรักที่สมบูรณ์แบบของคินเคด ได้เห็นความเป็นมาของเขา ผู้ที่เชื่อเสียเหลือเกินว่าอารมณ์ การทดลอง เป็นสิ่งที่ดี และการยอดเยี่ยมกว่าความน่าเบื่อในชีวิต (ที่ไบรซ์ชอบพูด) ก็คือสนุกกับมัน แม้ชีวิตจะเส็งเคร็งแค่ไหนก็ตาม ในขณะที่เราจะได้เห็นไบรซ์ที่พยายามทำทุกอย่างให้เพอร์เฟ็ค แต่ก็พังอยู่ตลอดเวลา ไบรซ์จะค่อย ๆ เห็นโลกใหม่ที่คินเคดมอบให้ และคินเคดก็จะให้ประโยชน์ของตรรกะที่คอยช่วยทำให้เขารอดชีวิต จนกลายเป็นความสัมพันธ์ประหลาด เป็นมิตรภาพที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากบทมันแบนราบ ให้ความสำคัญกับอย่างอื่น ตรงนี้เลยไม่ได้อินเท่าไหร่นัก

 

นอกเหนือจากเนื้อเรื่องกลาง ๆ ที่เดินเอื่อย ๆ ส่วนที่ขายของหนังเรื่องนี้คือฉากแอ็คชั่น ฉากแอ็คชั่นมันทะลุดุเดือดพอควร คือถึงจะเป็นการตัดฉากแบบเก่า และใช้เพลงเมทัลแบบการโหมโรมรุ่นเก่าชอบใช้ แต่เข้าถึงอารมณ์ดี เรียกว่าตัดและใช้กันสนุกเลยล่ะ ที่มา

Uncategorized

รีวิวหนังแอนนิเมชั่น The Secret Life Of Pets – เรื่องลับแก๊งขนฟู

เรื่องย่อหนัง ผลงานลำดับที่ 5 ของการจับมือกันระหว่างอิลลูมิเนชั่น เอนเตอร์เทนเมนต์ และยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ในภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่อง The Secret Life Of Pets หรือชื่อไทยว่า เรื่องลับแก๊งขนฟู the Secret Life Of Pets ที่จะมาเผยความลับของเหล่าบรรดาสัตว์เลี้ยงจอมจุ้นจ้าน ตัวป่วนของคุณนั้น ทำอะไรกันตอนเจ้านายไม่อยู่ โดยได้ คริส เรโนด์ จาก Despicable Me และ Despicable Me 2 รับหน้าที่ผู้กำกับ และยัง ได้นักแสดงตลกชื่อดังอย่าง หลุยส์ ซี.เค., อีริค สโตนสตรีท และเควิน ฮาร์ท มาให้เสียงพากย์ เตรียมพบกับความน่ารักปนวุ่นวาย และการผจญภัยในมหานครนิวยอร์ก ของเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนซนสุดแสบ พร้อมกับบรรดาผองเพื่อน รับรองว่าถึงจะป่วน แต่ก็ป่วนแบบน่ารัก ใน เรื่องลับแก๊งขนฟู

รีวิวหนังแอนนิเมชั่น The Secret Life Of Pets - เรื่องลับแก๊งขนฟู

ค่ายหนังที่ผลิตแอนิเมชั่น ค่ายใหม่อย่าง อิลลูมิเนชั่น สตูดิโอ เจ้าของผลงานอันโด่งดังอย่าง Despicable Me 1-2 และ Minnions ได้กลับมาอีกครั้งกับโปรเจคใหม่ ที่ว่าด้วยจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อที่คนเลี้ยงออกไปทำงานนอกบ้าน แล้วทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ที่บ้าน

เรื่องราวชวนหัวปนความฮา ตามสไตล์ของแอนิเมชั่นค่ายนี้ ซึ่งเอาจริงๆ ค่ายนี้ก็มีแนวทางของตัวเองอยู่าพอสมควร นั่นก็คือ การทำแอนิเมชั่นที่บทหนังดูง่าย เน้นขายความตลกเป็นหลัก บวกกับแอนิเมชั่นที่มีการจัดจัดจ้าน สดใสจนบางคนเอียนได้

โดยรวมแล้วหลังจากที่คม ก็ไม่ได้ผิดคาดซักเท่าไหร่ เนื้อเรื่องอยู่ในดับกลางๆ ง่ายๆให้ความบันเทิงได้กำลังดี มุขก็ดูเข้าท่า มีฮาบ้างแป๊กบ้างปนๆกันไป แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าเรื่อง Minnions ที่พอดึงเอาเจ้าตัวแย่งซีนมาเป็นตัวละครนำ ทำให้หนังของตัวเองดูจืดชืดเลยทีเดียว

ในด้านงานสามมิติของค่ายนี้ ถือเป็นความได้เปรียบจริงๆ เพราะใครที่ชอบหนังสามมิติที่เน้น วัตถุลอยเข้าหน้า พุ่งทะลุจอ เรื่องนี้จัดหนักจัดเต็มให้คนต้องเอียงหัวหลบเลยทีเดียว

สรุปแล้ว เป็นแอนิเมชั่นที่เด็กๆดูได้ ผู้ใหญ่ก็ดูได้เพลินๆ ไหนๆถ้าจะตีตั๋วดูในโรงแล้วก็ต้องแนะนำระบบ 3D ไปเลย เพราะคุ้มค่ากับระบบสามมิตินี้จริงๆ  ที่มา 

Uncategorized

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

รีวิวซีรีส์วัยรุ่นอเมริกา Never Have I Ever SS1-2 สาวเนิร์ดเอเชีย

Never Have I Ever ภารกิจสาวซน ก็คนมันไม่เคย ซีรีส์วัยรุ่น Netflix ที่เต็มไปด้วยความเฟี้ยวฟ้าว เมื่อสาวอินเดีย อเมริกัน สุดเนิร์ด ประจำโรงเรียน อยากซั่มกับ หนุ่มหล่อ เท่สุดฮอตของโรงเรียน ภารกิจเสียตัวครั้งนี้จะสมหวังสำเร็จได้หรือไม่ ในเมื่อเธอไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้เลยนอกจากตำราวิชาการ

 

มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วนประกอบ แต่ไม่ใช่จุดหักเหของเรื่อง

ซีรีส์วัยรุ่น เรื่องราว ของ ครอบครัวอินเดีย อเมริกัน รุ่นแรก พ่อแม่ลูก ที่มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ทุกอย่างก็เหมือนมีความสุขดีมีบ้านแสนสุข แต่ในระหว่างงานแสดงดนตรีโรงเรียนของลูก ผู้เป็นพ่อเกิดหัวใจวายตายฉับพลัน ต่อมาไม่นานลูกสาวก็เกิดความผิดปกติกับร่างกาย ขาไม่สามารถขยับได้จนกลายเป็นคนพิการนั่งรถเข็น

แต่เธอ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเมื่อมีเพื่อนสองคนอยู่ข้างๆ ในขณะนั้นเธอกลับปิ๊งหนุ่มหล่อเท่หุ่นล่ำนักกีฬาว่ายน้ำตัวท็อปของโรงเรียน และตามเฝ้าดูเขาจนกระทั่งวันหนึ่งเกิดปาฏิหาริย์ขากลับมาขยับได้อีกครั้ง เธอจึงหวังว่าจะมีอะไรกับเขาให้ได้โดยไม่สนใจว่าต้องคบกัน

ถ้าดูแค่พล็อตเรื่อง ซีรีส์เรื่องนี้ดูแล้วคงแรดมากๆ เมื่อนางเอกพยายามจะซั่มหนุ่มให้ได้โดยไม่แคร์อะไร แต่ถ้าได้ลองเปิดดูตอนแรกจะเห็นว่าเรื่องไม่ได้ออกแนวหื่นแรดๆ อย่างที่คิดเลย หนังกลับมาฟีลตลกใสๆ เปิดเรื่องเล่าโดยเสียงของนักกีฬาคนดัง จอห์น แม็คเอนโร ตำนานนักเทนนิสชื่อดังที่มีชื่อเสียพอๆ กับชื่อเสียงเมื่อเป็นตัวพ่อหัวร้อนมีปากเสียงกับกรรมการและคู่แข่งในการแข่งขันอยู่เรื่อย (แต่ฝีมือเก่งจริง) ปัจจุบันอายุ 61 วางมือแล้ว ซึ่งพอเปิดมาแบบนี้อาจจะงงทันทีว่านักกีฬาคนนี้มาเกี่ยวอะไร แต่เรื่องก็เล่าแบบกวนๆ ทันทีว่าดูไปเดี๋ยวก็รู้เอง ซึ่งก็มาเกี่ยวด้วยจริงๆ แต่สิ่งที่ตัวเรื่องไม่ได้บอกตรงๆ คือ การเอานิสัยหัวร้อนของจอห์นนี่แหละมาใส่ไว้ในตัวนางเอก Devi (รับบทโดย Maitreyi Ramakrishnan เล่นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก) ซึ่งเธอเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ที่เก่งรอบด้านถึงขั้นมีชื่อเสียงระดับประเทศมาแล้ว แต่เธอก็เป็นสาวเนิร์ดสุดๆ ที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้เช่นกัน แม้แต่กับครอบครัวที่เหลือเพียงแม่ก็ยังชวนทะเลาะอยู่ร่ำไป มีเพียงเพื่อนซี้สาวสองคนที่คอยเป็นทีมช่วยกัน ซึ่งตัวเรื่องไม่ได้เล่าแค่ชีวิตของนางเอก แต่เพื่อนทั้งสองคนก็มีอะไรแตกต่างน่าสนใจในฐานะ ประชากรต่างเชื้อชาติที่อพยพมาอเมริกาด้วยเช่นกัน

หนังมีประเด็นเรื่องเชื้อชาติวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในเรื่องมาก ในมุมที่ว่าเด็กอเมริกันพวกนี้เป็น Gen ใหม่ที่แปลกแยกไปจากฝรั่งปกติ และก็พยายามบอกตัวเองว่าเป็นอเมริกัน แต่ครอบครัวพ่อแม่กลับภูมิใจในเชื้อชาติดั้งเดิม แม้จะมาทำมาหากินที่นี่ก็ตาม ฟังดูอาจจะรู้สึกว่าเรื่องมันหนักๆ แต่บอกเลยว่าไม่ใช่แบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกประเด็นในเรื่องนี้ถูกเล่าแบบฮาๆ มีการจิกกัดสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา ผ่านฝีปากของนางเอกในเรื่องที่วันๆ ก่อแต่เรื่องดราม่าทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่กับเพื่อนฝูงก็ไม่เว้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางเอกดูแล้วน่ารำคาญ เพราะดราม่าแต่ละอย่างบางทีมันก็แทงใจดำกันตรงๆ หรือไม่ก็ตกกระไดพลอยโจนตามน้ำไปจนกลายเป็นดราม่าที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว

และจุดที่ล่อให้คนติดตามทีแรกว่านางเอกจะซั่มมี SEX กับหนุ่มเท่ Paxton กลับไม่ใช่ประเด็นเรื่องราวจริงๆ สักเท่าไหร่ แค่เป็นชนวนเหตุให้เรื่องราวโยงใยไปยังเรื่องอื่นภายหลัง ซึ่งก็มาตามสูตรแนวหนังรักวัยรุ่นโรแมนติกฟินๆ กันเต็มตัวเลย เมื่อเรื่องค่อยๆ นำเสนอว่าจากสาวเนิร์ดคนนี้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปยังไงหลังจากนี้ ซึ่งเธออาจจะไม่ใช่สาวเนิร์ดเฉิ่มๆ จนผู้ชายไม่สนใจก็ได้ บอกใบ้ไว้เลยว่าเรื่องนี้มีพระเอก 2 คน ซึ่งก็มาคนละแนว และสร้างความประทับใจไปคนละแบบสูสีกันมาก เรียกว่าดูไปมีลุ้นไปว่าคนไหนคือพระเอกตัวจริงกันแน่ แม้จะเป็นสูตรสำเร็จที่เคยมีมาเยอะมากแล้วก็ตาม

 

Never Have I Everสิ่งที่ซีรีส์นี้ทำได้ดีคือการใส่เรื่องราวตัวละครสมทบมาได้น่าติดตามทุกคน อย่างเพื่อนสาวสองคนที่คนหนึ่งพึ่งรู้ตัวว่าเบี่ยงเบนทางเพศแล้วไม่กล้าบอกใคร นอกจากหุ่นยนต์ที่เธอสร้างขึ้นมา อีกคนก็เป็นสาวจีนที่หน้าตาไม่สวย แต่กลับอยากเป็นนักแสดงตามรอยแม่ให้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วแม่ของเธออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หรือญาติพี่สาวจากอินเดียหัวดีที่มาเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา พร้อมรูปโฉมงามจนใครๆ ก็เหลียวมอง แต่เธอกลับถูกแม่ของนางเอกนัดดูตัวกะคลุมถุงชน ที่เธอเองก็หัวอ่อนยอมตามแบบง่ายๆ แต่เมื่อดูซีรีส์วัยรุ่น Riverdale ของ Netflix ความคิดก็เปลี่ยนไป แม้แต่แม่ของนางเอกที่ดูหัวเก่าแม้จะเป็นหมอหญิง ก็มีเรื่องราวย้อนอดีตไปช่วงตั้งรกรากใหม่ๆ กับสามีที่ทำออกมาได้คลาสสิคน่ารักทุกครั้งเสมอ และตัวละครพ่อของนางเอกที่ตายไปตั้งแต่เปิดเรื่องไม่กี่นาทีก็มีบทบาทกลับมาตลอดทั้งเรื่องในฝัน หรือบางทีนางเอกก็เห็นพ่อมายืนคุยด้วยในความคิด จนถึงเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างพ่อกลับมาในรูปของ หมาป่าไคโยตี (อเมริกาในชนบทมีพวกสัตว์ป่ามารบกวนถึงบ้านเสมอ) ซึ่งรับรองว่าทุกตัวละครสมทบในเรื่องนี้มีสีสันในเรื่องราวน่าติดตามทุกคน หนังวางเรื่องไว้ตอนละ 25-28 นาทีเกลี่ยบทแบ่งเรื่องเฉลี่ยได้ทั่วถึงมาก แต่ก็ไม่ได้มาเบียดบังตัวเรื่องหลักของนางเอกมากไป

ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีตัวละครพิเศษของเรื่องเป็น “สาวออทิสติก” น้องสาวของ Paxton ผู้ซึ่งถูกชะตากับนางเอกตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แม้บทจะออกมาไม่กี่ครั้งแต่ก็เป็นตัวละครเสริมที่ช่วยให้ตัวเอก Paxton ที่ดูเหมือนเป็นหนุ่มเท่สายกีฬาดูเปอร์เฟ็กต์ (แม้จะเรียนไม่เก่ง) กลับมีปมพี่สาวออทิสติคซ่อนไว้ที่บ้าน และเธอก็เล่นได้ดีไม่ขัดเขินดูเป็นปกติมากด้วยซ้ำ แถมยังมีส่วนสำคัญในตอนจบของเรื่องที่ช่วยให้ Paxton คิดได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาตอนนี้

ส่วนข้อด้อยของ Never Have I Ever จริงๆ คงจะเป็นพล็อตเรื่องเดิมๆ แนวหนังรักวัยรุ่น ซึ่งแม้เรื่องจะ ฉีกให้ นางเอก เป็น คนอินเดีย แถมเก่ง และมีความ เป็นตัวของตัวเอง สูง แต่ก็ยังไม่วายมา ตกหลุมรัก นักกีฬา โรงเรียนง่ายๆ ตาม สูตรเดิม แต่ถ้าไม่คิดมาก เรื่องก็ทำออกมาในแนวโรแมนติกคอมเมดี้ตอบโจทย์หนังวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ต้องบอกว่าถ้าใครหวังว่าเรื่องราวจะจบเลยคงมีค้าง เพราะซีรีส์จบลงตรงการเปิดตัวชัดๆ ว่ามีพระเอกสองคนแน่นอน (แม้จะเดาได้มาก่อน) และก็ยังพึ่งเริ่มเรื่องราวความรักจริงๆ ที่ค้างกันไว้เท่านั้น

นานๆ จะเห็นซีรีส์วัยรุ่นของ Netflix ที่ออกแนวโรแมนติกใสๆ สักที เพราะที่ผ่านมามักเต็มไปด้วยฉาก SEX เล่นยาปาร์ตี้กันตลอดเวลา แต่เรื่องนี้แทบไม่มีอะไรแบบนั้นเลย และก็ยังใส่ตัวละคร LGTB มาได้อย่างน่าสนใจผ่านตัวละครสาวเนิร์ด ที่ไม่ได้มีความแรงทางเพศมาเกี่ยวข้องเลยสักนิด กับนางเอกอินเดียที่มีเรื่องราวแปลกๆ แตกต่างจากนางเอกวัยรุ่นอเมริกันมากมาย แต่เรื่องก็ไม่ได้อินเดียจ๋า เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมสองฝั่งไว้ด้วยกันกับเรื่องราวแม่หัวเก่ากับลูกสาวหัวใหม่ และยังมีพระเอกสองคนที่มีมิติตัวละครน่าสนใจทั้งคู่ครับ

 

เนื้อเรื่องต่อจากตอนจบสุดท้ายของ SS1 ทันทีที่ฉากจูบในรถกับเบน ก่อนตัดมาที่แพกซ์ตันที่มารอเธอถึงบ้าน กลายเป็นว่านางเอกเลือกไม่ถูกสุดท้ายก็เลยต้องคบซ้อนก่อนไปอินเดียในอีก 1 เดือน เรื่องราวในซีซั่นนี้จึงเริ่มจากจุดนี้ และไปสิ้นสุดที่งานเต้นรำของโรงเรียนว่าใครคือพระเอกตัวจริง (ในซีซั่นนี้) กันแน่

ตื่นเช้ามาเจอสองคนทักพร้อมกัน

เรื่องราวใน Ss2 นี้โฟกัส ไปที่เรื่องรัก กับการเรียน ของตัวละคร ในเรื่องเป็นสำคัญ พร้อมกับยิงมุกตลกมากกว่า Ss1 อย่างเห็นได้ชัด โดยลดเรื่องราวประเด็นสะท้อนสังคมของเด็กต่างชาติในอเมริกาลงไปพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ทิ้งไปซะทีเดียวเพราะในซีซั่นนี้จะมีตอนเฉพาะของแพ็กซ์ตันล้วนๆ แบบเดียวกับที่เบนมีในซีซั่นแรก โดยมีสเปเชี่ยลแขกพิเศษมาให้เสียงบรรยายแนะนำเรื่องราวโดยเฉพาะจากนางแบบคนดัง จีจี ฮาดีด ที่บรรยายได้ตลกก๊วนโอ๊ยไม่แพ้ จอห์น แม็คเอนโร ที่ยังคงรับบทบรรยายให้นางเอกต่อจนจบเรื่อง ซึ่งตัวแพ็กซ์ตันเองก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นตามที่เรารู้ในซีซั่นแรก แต่กลับไม่ได้เห็นพ่อแม่ของเขาเลย มาในซีซั่นนี้ตัวละครครอบครัวของแพ็กซ์ตันมากันครบและมีบทมากพอสมควร โดยเฉพาะปู่ของเขาที่เป็นคนญี่ปุ่นเกิดในอเมริกายุคสงครามครั้งที่ 2 เป็นการเพิ่มแบ็คกราวด์ให้กับตัวละครนี้ขึ้นมากมาย และประเด็นเรื่องราวของแพ็กซ์ตันก็ถูกนำเสนอเยอะกว่าเบนมากด้วย อาจจะเพราะเบนได้บทในซีซั่นแรกมากพอที่คนดูจะรู้จักเขาแล้ว แต่กับแพ็กซ์ตันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คนไม่รู้ (แอบมีฉากขายมัดกล้ามเยอะกว่าซีซั่นแรกด้วย) รวมไปถึงการเน้นปมด้อยที่ซีซั่นแรกมีเผยไว้เบาๆ ว่าเขาเองหล่อล่ำเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็จริง แต่การเรียนกลับไม่เอาไหน ไม่ใช่คนฉลาดแบบเบน ซึ่งบทในซีซั่นนี้เราจะได้เห็นพัฒนาการทางการเรียนของแพ็กซ์ตันจาก 0 ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ โดยมีนางเอกเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้กับเขา ซึ่งเรื่องนำเสนอรูปแบบการศึกษาในโรงเรียนของอเมริกาหลายวิชาผ่านชั้นเรียนที่มีแพ็กซ์ตันเป็นตัวหลักในส่วนนี้โดยตรง และก็ทำออกมาได้ดีมาก จนรู้สึกอิจฉาเลยว่ารูปแบบการสอนในเรื่องแค่ชั้นมัธยมก็ล้ำหน้ากว่าไทยไปไกลมากมายจริงๆ

แต่ถึงประเด็นทางสังคมจะลดน้อยลงไป แต่เมนหลักของเรื่องนี้ที่มาเน้นความรักมากขึ้นก็เป็นอะไรที่สนุก ตลก น่ารัก กว่าซีซั่นแรกมากมาย โดยเริ่มจากความพยายามสับรางของเดวี่ที่คนดูคงแบบเอาจริงเหรอ จะให้นางเอกเป็นคนเลวคบซ้อนแบบนี้จริงๆ นะ? ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าเรื่องจะมาแนวน่ารังเกียจแบบไม่มีเหตุผล เรียกว่าคนเขียนบทเก่งที่เปิดปมคบซ้อนแล้วก็ปิดมันลงในเวลาสั้นๆ แค่ตอน 2 เพื่อจะเอาจุดนี้มาเป็นตัวเดินเรื่องให้กับเดวี่แบบชดใช้กรรมที่ตัวเองก่อไว้ยาวๆ บวกกับปัญหาอื่นที่มารุมเร้าเธอในจังหวะเดียวกันเข้าไปอีก จนเดวี่ในซีซั่นนี้ต้องรับมือกับปัญหาที่ตัวเธอเองก่อขึ้นไม่รู้จบมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก และปมคบซ้อนนี้ก็เป็นบาดแผลทิ่มแทงใจตัวละครหลักทั้ง 3 คนตลอดเรื่องที่เดวี่เองต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้ให้ได้ โดยไม่ต้องสนว่าจะได้ความรักกลับมา

ขอแค่ได้สถานะเพื่อนก็เพียงพอแล้ว ซึ่งก็คือการรีเซ็ทรักสามเส้านี้ใหม่หมด ทำให้คนดูต้องมาลุ้นกันอีกรอบว่า เบนกับแพ็กซ์ตัน ใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกตัวจริงอีกครั้ง แม้ว่าดราม่ารักๆ จะดูเยอะแต่ไม่เครียดเลย แถมตลกมากกว่าซีซั่นแรกซะอีก รับรองว่าสายแนวรอมคอม รักตลกโรแมนติก ต้องถูกใจการเดินเรื่องในซีซั่นนี้แน่นอน

แถมยังเดายากมาก มีการสลับจังหวะว่าใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกไปมาเป็นระยะๆ ลุ้นกันจนถึงนาทีสุดท้ายของเรื่องแบบเดิมเลย โดยที่เรื่องก็เข้าใจทิ้งปมบางอย่างในเรื่องรักค้างต่อให้คนดูได้ลุ้นกันต่อไปอีกรอบ (มี SS3 แน่นอน)

 

ในซีซั่นนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มมาสองคน “อนีสา” นักเรียนใหม่ชาวอินเดียสุดคูลที่มาทำให้ความมั่นใจของเดวี่ลดน้อยถอยลงไปอีก เมื่อมีตัวเปรียบเทียบเป็นคนอินเดียด้วยกันในโรงเรียนกับเนิร์ดอย่างเธอ ซึ่งบทของอนีสาจะมาเป็นตัวละครหลักใหม่ในแก๊งเพื่อนสนิทของเดวี่เลย และก็เป็นตัวละครที่ช่วยสะท้อนปมปัญหาด้านเชื้อชาติของเดวี่ที่คิดไปเองเยอะให้เด่นชัดมากขึ้นด้วย ว่าทำไมอนีสาถึงป๊อบปูล่าได้ในเมื่อเธอเป็นอินเดียแบบเดียวกัน แถมครอบครัวนับถืออิสลามที่เคร่งกว่าบ้านเดวี่ซะอีก

อีกตัวละครคือหมอแจ๊คสัน หมอที่มาอยู่ตึกเดียวกับแม่ของเดวี่ และก็กลายมาเป็นคู่กัดเล็กๆ ในเรื่องการงาน แต่ในภายหลังกลับกลายเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งแม่ของนางเอกเองก็ต้องเจอกับปัญหาความรักครั้งใหม่ที่ยากลำบากเพราะสามีพึ่งเสียไปไม่นานจนต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้เช่นกัน แต่ตัวเรื่องก็ไม่ได้เทบทไปที่ตรงนี้มาก มาสั้นๆ ในทุกตอนกำลังดี ไม่ได้รู้สึกว่ามาเบียดบังเนื้อหาวัยรุ่นแต่อย่างใด

ส่วนบทลูกพี่ลูกน้องคนสวยของเดวี่ก็หันมาโฟกัสที่การทำงานกับกลุ่มผู้ชายเป็นใหญ่ ก่อนที่จะตบกลับไปที่เรื่องความรักของเธอนิดๆ ไม่ได้มีอะไรมาก แต่น่าจะมีบทบาทสำคัญในซีซั่น 3 เพราะตอนท้ายปูเรื่องการตัดสินครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปมาก

ฟาบิโอล่ากับอีฟ

ไม่รู้ว่าด้วยความเป็นเน็ตฟลิกซ์หรือเปล่า ในเรื่องจึงมีความพยายามเพิ่มเนื้อหาของตัวละครเพศทางเลือกใหม่อย่าง เควียร์ (Queer) ซึ่งในเรื่องก็คือฟาบิโอล่ากับอีฟ ที่พยายามผลักดันให้คนยอมรับเพศทางเลือกใหม่ๆ ที่ไม่ต้องระบุว่าเป็นเพศไหน การแต่งตัวแบบไหน ตรงเพศหรือไม่ตรงก็รักกันได้หมด

ซึ่งมันก็ดูซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่ถูกมองว่าเป็นเลสเบี้ยนตามปกติ ซึ่งบทในส่วนนี้ออกจะดูเกินๆ เป็นความพยายามใส่เข้ามามากสักหน่อยตามประสาเน็ตฟลิกซ์ แต่ก็ไม่ได้มากจนน่ารำคาญ รวมถึงบทของเพื่อนชาวจีนอีกคนก็ลดลงไป แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญกับเรื่องอยู่พอสมควร

สรุปเลยว่าถ้าใครชอบแนวรักตลกโรแมนติกเป็นหลักก็สนุกถูกใจกับซีซั่น 2 ได้มากกว่าซีซั่นแรกแน่นอน เพราะทั้งบททั้งจังหวะอารมณ์ต่างๆ ทำได้ดีมากมาย แต่ถ้าใครอยากได้ดราม่าปมปัญหาสังคมหลายอย่างแบบซีซั่นแรก อันนี้ก็แทบไม่มีเลย แต่เชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่น่าจะชอบแนวทางแบบแรกมากกว่า ซึ่งซีซั่น 2 ก็ตอบโจทย์ทำให้คนหลงรักเรื่องนี้ไปเต็มๆ

 

ดูหนังออนไลน์ไทย

Uncategorized

รีวิวหนังอนิเมชั่น คุณภาพ Coco – โคโค่: วันอลวน วิญญาณอลเวง

รีวิวหนังอนิเมชั่น Coco หรือชื่อไทยว่า โคโค่: วันอลวน วิญญาณอลเวง เด็กชายที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวมีชื่อว่ามิเกล (ให้เสียงโดยนักแสดงเด็กหน้าใหม่ แอนโธนี กอนซาเลซ) สมาชิกของครอบครัวริเวียรา ที่มีอาชีพเป็นช่างทำรองเท้า เป็นครอบครัวเม็กซิกันธรรมดา เพียงแต่ว่ามีกฎเหล็กห้ามทุกคนในครอบครัวเล่นดนตรีมาหลายชั่วอายุคน ทั้งนี้เพราะอิเมลดา ย่าทวดของมิเกล ถูกปู่ทวดที่อยากเป็นนักร้องดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า ทิ้งไปเพื่อไขว่คว้าเอามาดังใจฝัน ครอบครัวนี้จึงห้ามให้มีเสียงดนตรีและเสียงเพลงในบ้านนับแต่นั้น โดยมีย่าของมิเกล (เรเน่ วิกเตอร์) เป็นผู้คุ้มครองกฎนี้อย่างแน่นหนาแต่มิเกลนั้นรักการร้องเพลง สักวันจะเป็นอย่างฝันใฝ่ จะทำให้ได้ เหนื่อยสักเท่าไหร่ทุ่มเทกายใจ ให้ดังฝัน และมีไอดอลในดวงใจคือเออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ (เบนจามิน แบรตต์) นักร้องผู้ล่วงลับ หลังจากรู้ความจริงว่าเดอ ลา ครูซ นั้นเดอลาโลกไปแล้ว มิเกลก็แอบไปขโมยกีตาร์ของเขาที่หลุมศพ แต่บังเอิญว่าตรงกับวันที่ประตูนรกเปิดพอดี (Day of the Dead) มิเกลจึงถูกคำสาปหอบพาเขาไปยังดินแดนของคนตายในวันนั้น ต้องเผชิญหน้ากับบรรดาญาติๆ ทั้งหลายที่ตายไปแล้วและเกลียดดนตรี

รีวิวหนังอนิเมชั่นคุณภาพ Coco - โคโค่: วันอลวน วิญญาณอลเวง

Pixar ขึ้นชื่อเรื่องอนิเมชั่นคุณภาพที่ชอบมีผลงานที่สร้างความประทับใจใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆได้ตลอดมาเลยก็ว่าได้ ในขณะที่อนิเมชั่นค่ายอื่นๆ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น อิลลูมิเนชั่น/ บลูสกาย /ดรีมเวิร์คอนิเมชั่น/โซนี่อนิเมชั่น เริ่มตันในไอเดียแล้วช่วงนี้ ผลงานช่วงหลังๆ ไม่เปรี้ยงปร้างซักที

วันอลวนวิญญาณอลเวง ถือเป็นผลงานลำดับที่ 19 เรื่องราวว่าด้วยเทศกาลแห่งความตายของแมกซิโก ที่จะมี 1 วันที่ให้คนตายกลับมาหาลูกหลานในโลกของคนเป็น แต่มิเกล ดันหลุดไปอยู่ในโลกคนตายซะงั้น

ตัวเรื่องนั้นเล่าได้ตรงไปตรงมา ไม่ได้มีการเล่าซับซ้อนอะไร แต่ดำเนินเรื่องด้วยความไหลลื่นและน่าติดตามเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิกอนิเมชั่นที่ตระการตา สมจริง และเพลงประกอบที่โดดเด่นไม่เหมือนใครเป็นอย่างมาก เป็นอนิเมชั่นที่มีแบคกราวเรื่องเป็นแมกซีโก ที่ทำออกมาได้ดีไม่แพ้ภาพยนตร์เลยจริงๆ รวมไปถึงมีฉากไฮไลท์ที่ซึ้งกินใจ และสามารถทำให้ผุ้ใหญ่น้ำตาซึมออกมาได้เลยก็ว่าได้

เอาเข้าจริงหน้าหนัง ทั้งตัวอย่างและอื่นๆ นั้น เรื่องนี้มีความเฉพาะตัว ไม่ได้มีความน่ารัก ที่จะดึงดูดให้เด็กๆ เข้าไปดูซักเท่าไหร่ ทำให้ดิสนีย์เลือกที่จะเอา Olaf’s Frozen Adventure อนิเมชั่นขนาดสั้น ที่ไม่สั้น มีความยาว 21 นาที มาเป็นอนิเมชั่นฉายแปะหัว ซึ่งถือเป็นการตลาดที่ดีเป็นอย่างมาก เพราะสามารถดึงฐานแฟนคลับ Frozen ตีตั๋วไปดูได้เพียบ และเพราะกระแสปากต่อปาก ของความสนุกจากเรื่อง Coco ทำให้ยิ่งทำเงินเข้าไปใหญ่

อีก 1 เรื่องที่ต้องขอชื่นชมเลยก็คือ พากย์ไทยเรื่องนี้ ดิสนีย์ยังคงรักษามาตรฐานงานพากย์ดีอย่างมาก บทเพลงในเรื่องมีการแปลไทยเกือบทุกเพลง อีกทั้ง ป้ายสำคัญๆ ต่างๆ ในเรื่องถูกเปลี่ยนเป็นภาษาไทยหมด ดูแล้วมีความตั้งใจในการทำเป็นอย่างมาก พากย์ไทยถือเป็นอีก 1 ตัวเลือกที่ควรค่าแก่การชมเรื่องนี้จริงๆ

สรุปแล้ว Coco เป็นอนิเมชั่นที่ดูแล้วคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ดูแล้วอบอุ่น เหมาะแก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก และเป็นอนิเมชั่นที่การันตีเลยว่าคุณจะต้องซึ้งจนเสียน้ำตาให้กับเรื่องนี้ 9/10 ไปเลยสำหรับ Coco วันอลวน วิญญาณอลเวง ที่มา

Uncategorized

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

รีวิวซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะ Alice In Borderland ปิดตายเล่นเกมเดิมพัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีรีส์ Netflix ญี่ปุ่น สร้างจากมังงะ ในชื่อเดียวกัน เรื่องราวกลุ่มคนที่หลงมาในโตเกียวร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ และที่แห่งนี้กลายมาเป็นกรงขังให้ทุกคนต้องร่วมเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต

โดยปกติแล้วหนังหรือซีรีส์ที่สร้างจากมังงะของญี่ปุ่นจะติดภาพ Live-Action ที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนต้นฉบับในรูปแบบเหมือนจริง ไม่พยายามดัดแปลงให้มีความแตกต่างเหมาะสมกับการทำเป็นหนัง ยกตัวอย่างชุด ทรงผม ในการ์ตูนก็ยกมาทั้งหมดแต่งแบบคอสเพลย์แสดงกันเลย ซึ่งถ้าผู้ชมเฉพาะกลุ่มแฟนๆ คงรับได้และพอใจที่ตัวหนังมีการดัดแปลงน้อย แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ใช่แฟนการ์ตูน หรือผู้ชมวงกว้างอายุมากหน่อย จุดนี้จะกลายเป็นสิ่งขัดตาขัดใจไปแทน ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไม่สมจริงที่หนังไม่พยายามดัดแปลงให้สมเหตุผลมากขึ้น (แม้เรื่องจะโม้โอเวอร์แบบการ์ตูนก็ตามก็ต้องมีเหตุผลรองรับให้เชื่อตามได้)

แต่กับเรื่องนี้เรียกว่าการมาเจอกัน “คนละครึ่ง” ของสองแนวทางข้างต้น ซึ่งในช่วงแรก “อะริสุ” (ชื่อญี่ปุ่นที่ตั้งให้คล้องกับ Alice เลียนแบบ Alice in Wonderland อีกที แสดงโดย Kento Yamazaki) ตัวเอกของเรื่องที่เป็นเกมเมอร์ไม่ทำงานทำการกับเพื่อนอีกสองคนต้องมาติดอยู่ในกรุงโตเกียวที่กลายเป็นเมืองร้างโดยไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับสาวออฟฟิสอีกคนที่รู้จักกันครั้งแรกจากเกมที่บังคับให้พวกเขาเล่นในที่แห่งนี้ และเดิมพันด้วยชีวิต ถ้าไม่เล่นก็ต้องตายจากเลเซอร์ที่ยิงมาจากฟ้าเจาะทะลุร่างกาย โดยมีรางวัลตอบแทนคือ วีซ่าต่ออายุการอยู่ในที่แห่งนี้ไปเรื่อยๆ (แต่แค่ไม่กี่วัน) เท่ากับต้องบังคับให้คนเล่นไปเรื่อยๆ

ซึ่งใน ช่วงครี่งแรก ของ ทีมอะริสุ นี้คือ ช่วงที่เรียกได้ว่า ลบภาพ Live-Action ออกไปได้เกือบหมด ตั้งแต่ ความเรียลสม จริงของ จังหวะการ เล่าเรื่อง การเล่นเกม ที่ออกแบบมาดี แม้ พล็อตแบบนี้ จะมีบ่อย แล้วไม่ใช่ แค่ของญี่ปุ่น ฝรั่งก็ทำออก มานานแล้ว ตั้งแต่ CUBE ในอดีต ไม่นานมานี้ก็มี Escape Room ของโซนี่อีกเรื่อง ซึ่งรูปแบบ ก็คือมี เกมมาสเตอร์จัดเกมขึ้น มาทดสอบคน แก้ไม่ได้คือ ตายสถานเดียว ซึ่งเกม ในเรื่องนี้ ถูกแบ่งออก เป็นแนวซับซ้อน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา กับแนวใช้ กำลังกายเข้าต่อสู้ เพื่อเอาชนะ และ เกมที่ เล่นกับจิตใจมนุษย์โดยเฉพาะ รูปแบบของเกมจะขึ้นอยู่กับหน้าไพ่ที่ปรากฎในเกมผ่านมือถือ แต้มบนไพ่เป็นตัวบอกแนวทางกับระดับความยากให้ผู้เล่นในตอนแรกเตรียมใจไว้ว่าจะต้องเจอกับความโหดระดับไหน ซึ่งช่วงนี้เองที่เกมถือว่าคิดมาดี มีความแปลกใหม่ น่าติดตามลุ้นระทึกกันแบบเสี้ยววินาทีตลอด ในระหว่างพักเกมก็ค่อยๆ เล่าย้อนถึงที่มาของตัวละครแต่ละคนให้ชัดเจนขึ้นจากตอนแรก ทีมตัวเอกก็ดูมีความผูกพันน่าเอาใจช่วย และก็เปิดตัวละครหลักนอกทีมที่ต้องมาเจอภายหลังอีกครั้งไว้ในช่วงนี้ เพื่อทิ้งหยอดให้เป็นปริศนาหาที่มาที่ไปในช่วงหลังว่าเกมนี้คืออะไร ซึ่งจังหวะการเล่าเรื่อง และคาแรกเตอร์และการพัฒนาตัวละครในช่วงนี้ถือว่า ลืมไปเลยว่านี่เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นจากมังงะแบบ Live-Action แบบเดิมๆ ไปได้เกือบหมด มีแค่กลิ่นอายเล็กๆ หลงเหลืออยู่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมาะสำหรับงานขายคนดูทั่วโลกผ่าน Netflix แบบนี้

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละครในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกันการแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

เนื้อเรื่องช่วงนี้เองที่เริ่มเห็นเลยว่าเป็นปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มในตอน 5 เมื่อเรื่องกลับลำมาเล่นกับความป่าเถื่อนของมนุษย์กันเองตามสูตรหนังแนวดิสโทเปีย (แม้เรื่องนี้จะแค่จำลองโลกแบบนั้นขึ้นมา) เนื้อเรื่องเริ่มมีความไม่สมเหตุผลขัดกับช่วงแรกแบบจงใจหักลำเปลี่ยนแนว กลายเป็นคนโหดกับคนเองมากกว่าในเกมที่เล่นผ่านมา

และก็ใส่เหตุผลที่ดูแล้วเป็นการ์ตูนจ๋า คือมันออกแนวไม่สมเหตุผลกับความเป็นไปของเรื่องที่ต้องเอาตัวรอดกันสุดชีวิต แต่กลับทำตัวใช้ชีวิตดี มีชนชั้นปกครองกันอย่างหรูหรา ตัวเกมโหดๆ ก็เหมือนเป็นแค่น้ำจิ้มแล้ว ในเมื่อเรารู้ว่ามีกลุ่มคนที่ตั้งทีมเล่นเกมผ่านได้ไม่ยาก และก็ชนะมาตลอดจนเหมือนเกมเป็นแค่ของว่างฆ่าเวลา ตัวร้ายก็ฝ่ายมนุษย์ด้วยกันเองก็สร้างให้ดูจิตๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น แล้วก็มีช่วงแฟลชแบ็คเล่าย้อนไปถึงที่มาเพื่อสร้างปมของการเปลี่ยนแปลงตัวตน

แต่กลายเป็นดูแล้วแอบตลก (แม้เรื่องจะไม่ได้พยายามให้ตลกเลย) อาจจะเพราะความพยายามเล่าปมให้ซีเรียส แต่ตัดมาปัจจุบันตัวละครนั้นกลับทำตัวเหมือนหลุดโลกเหมือนการ์ตูนมากเกินไป (อย่างท่าเดิน สีหน้าท่าทาง) ซึ่งเรื่องพยายามอย่างหนักที่จะทำให้คนเชื่อว่าช่วงนี้ซีเรียสกว่า แต่กลับดูแล้วกลายเป็นแนว Live-Action เต็มๆ ไปแทน

ช่วงหลังตัว ละครหลายตัว มีปัญหา ความน่าเช่อถือ อย่าง ตัวละคร ในภาพจู่ๆ คนปกติ เก็บตัว ก็กลาย มาเป็น นักดาบมีฝีมือ ในโลกนี้ แบบไม่มี เหตุผล อธิบายรองรับ ไว้เลย
เมื่อเรื่องหลุดธีม มากันขนาดนี้ แล้วก็มีแต่ ต้องไป ต่อในแนว ทางนี้ ต่อไปเท่านั้น ตัวเรื่องวกกลับลาก ทุกคน มาเข้าเกม ครั้งใหญ่ เพื่อปิด เรื่องช่วงซีซั่น 1 ให้อลังการที่สุดด้วยการเล่นเกมกับคนที่รอดทั้งหมดพร้อมกัน แล้วก็เปิดฉากให้เกมเป็นแนวไล่ฆ่ากันเอง หวังฉากตายเป็นเบือมายกระดับเกมให้ดูยิ่งใหญ่มากที่สุด แต่บอกตรงๆ ว่าผู้เขียนเองดูช่วงนี้แล้วกลับรู้สึกเนือยๆ กว่าช่วงตอน 1-4 มาก เรียกว่าคนละอารมณ์กันเลย

เพราะเรื่องช่วงนี้ กลายเป็น การตายพร่ำ เพรื่อมั่ว ไปหมด รูปแบบเกม จากลุ้นระทึก กดดันกลายมา เป็น งานขายดราม่า ตัวละคร กับแนวสืบสวน หาฆาตกรไป ซึ่งก็ไม่ได้ ทำออกมาดีมากเท่าไหร่ ไม่ได้ว้าวอะไรมาก แม้คนดูจะเดาได้ หรือไม่ได้ ก็ตาม เรื่องยกระดับ ความรุนแรงไปก็จริง แต่กลับขาด ความสนุก ลุ้นระทึก ไปหมด เหลือแต่ การบิ้ว พยายาม ให้เรื่องดูมี ปมลึกซึ้ง เพื่อแก้ปริศนา ของเกมนี้แทน จนสุดท้าย ก็จบแบบไป ไม่ถึงอารมณ์ที่ว่าสักเรื่อง

ตัวเรื่องจบแบบปิดปมใหญ่ เรื่องเกม มาสเตอร์ ที่ทุกคนอยากรู้ ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นการเคลียร์ปมแบบทื่อๆ ไปหน่อย คือใส่ยัดมาเพื่อเฉลยไปเลยว่าคือใครแบบง่ายๆ โดยยังไม่เปิดเผยว่าที่มาของเกม หรืออะไรที่เว่อร์ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร

ก่อนจะทิ้งท้ายเพื่อไปขึ้นเกมที่ปูไว้ว่าใหญ่กว่าช่วงแรกขึ้นไปอีกในตอนจบ ซึ่งก็คงอีกเป็นปีกว่าจะเสร็จ ถ้าใครสนใจก็หาอ่านมังงะแปลไทยได้เลยครับ ลิขสิทธิ์ของวิบูลกิจ มี 18 เล่มจบ แต่อาจจะเก่าสักหน่อยเพราะวางขายมาหลายปีแล้วครับ

สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่น ที่สร้างจาก มังงะ ที่พล็อตแนว ห้องปิดตาย เล่นเกมเดิมพัน ชีวิตอาจ จะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มี ความโดดเด่น ในแบบ ของตัวเอง และ สามารถสลัด ภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็น แนวนิยม ของ ญี่ปุ่น ไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบ แก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็น ฮีโร่เก่ง อะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดู สมเหตุผลลงตัว มีความสมจริง ผ่านเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่อง กลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่อง ที่พยายามยัด ปมดราม่า เข้ามามากมาย ให้ซึ้ง หลายจุด ขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึก กลับกลายเป็นแนวสืบสวน ขายดราม่า จนหมดลุ้น อะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2 ครับ

จุดเด่น

รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก (ในช่วงแรกตอน 1-4)
ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
)ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

ดู alice in borderland

Uncategorized

รีวิว หนัง Maze Runner 3 เมซ รันเนอร์ ไข้มรณะ ย้อนรำลึกเหตุการ์ณภาคก่อน

หนัง Maze Runner 3 หรือชื่อไทยว่า เมซ รันเนอร์ ไข้มรณะ โทมัสรู้ว่าเหล่า Wicked นั้นไม่สามารถเชื่อใจได้ แต่พวกเขาบอกว่า เวลาแห่งการโกหก นั้นได้จบสิ้นลงแล้ว พวกเขาได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมดจากวงกตและเหล่า Gladers เป็นที่เรียบร้อย ด้วยความทรงจำที่กลับคืนมาทั้งหมด โทมัสได้เข้าร่วมภารกิจสุดโหดหิน เพื่อให้เหล่า Gladers ได้เติมเต็มพิมพ์เขียวของการรักษาโรคไข้แฟลร์ แต่ Wicked ไม่รู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นนอกเหนือจากที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ โทมัสสามารถจดจำได้มากกว่าที่พวกเขาคิด และเขารู้ว่าเขาจะไม่สามารถเชื่อคำพูดของ Wicked ได้อีกต่อไป เวลาแห่งการโกหกจบลงแล้ว แต่ความจริงนั้นอันตรายมากกว่าที่โทมัสจะจินตนาการได้ จะมีใครสามารถรอดไปจาก Death Cure ได้หรือไม่?

รีวิว หนัง Maze Runner 3 เมซ รันเนอร์ ไข้มรณะ ย้อนรำลึกเหตุการ์ณภาคก่อน

ผู้กำกับเทหมดหน้าตัก เหมือนจะไม่ได้กลับมาทำแล้ว!!

นับตั้งแต่ปี 2014 The Maze Runner เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ก็ทำเอาหลายคนสนุกสนานและอยากติดตามซีรี่ย์วงกตมฤตยู เรื่อยๆ จนจบ แต่เนื่องด้วยอะไรก็ไม่ทราบ 1 ปีถัดมาเหมือนจะมีเวลาสร้างน้อยเกินไป ทำให้ภาค 2 ของซีรี่ย์ชุดนี้นั้น ไม่ค่อยเป็นที่ชอบของกลุ่มแฟนๆ หนัง หรือหนังสือเองก็ตาม ทำให้ภาคที่ 3 นั้นต้องทำการบ้านกันยกใหญ่

และเดิมทีภาคที่ 3 นั้นมีกำหนดฉายในปี 2017 แต่ก็มีเหตุต้องเลื่อนฉายไปอีก 1 ปี เนื่องด้วยขณะถ่ายทำนั้น นักแสดงที่เล่นเป็นพระเอกของเรื่อง ได้ประสบอุบัติเหตุจนกระดูกร้าวต้องเลือนถ่าย ไปยาวๆ เพื่อรอพี่แกพักฟื้น ทำให้ยิ่งมีเวลาทำการบ้านในการถ่ายทำมากยิ่งขึ้นไปอีก จนในที่สุดก็ถ่ายทำจนจบ และเริ่มออกฉายไปเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา

เนื้อเรืองเองนั้นเล่าต่อจากภาคที่แล้วไปหลายเดือน กับภาระกิจช่วยเพื่อนๆที่โดน WCKD จับตัวไปทดลองในตอนจบของภาคก่อน Point หลักของเรืองคือการบุกไปช่วยมินโฮ หนุ่มเอเชียขวัญใจสาวๆ

นั่นเอง ทำให้เนื้อเรื่องถ้านับกันตามตรง เป็นภาคที่เนื้อเรื่องนั้นไม่ได้มีการนำพาไปผจญภัยหลากหลายสถานที่ ในแบบภาคก่อนแต่อย่างใด และเป็นภาคที่พยายามที่จะเฉลยปมต่างๆ ที่ค้างคากันมานาน

ตั้งแต่ภาคแรก ว่าทำไมถึงต้องเอาเด็กๆ ไปใส่ไว้ในวงกต

หลังจากดูจบต้องบอกเลยว่าภาคนี้เป็นอะไรที่เกินความคาดหมายไปมาก เนื่องจากผมเองก็ไม่เคยติดตามหรืออ่านหนังสือเต็มๆ ซักที แต่จากที่เคยคาดการณ์ไว้จากโทนหนังของภาค 1-2 ทำให้ในภาค 3 นี้

นั้น เกินที่จินตนาการไว้มากๆ ไม่นึกว่าตัวหนังช่วงท้ายจะดำเนินมาในทางนี้ได้ และที่ยิ่งประหลาดในมากไปกว่านั้นคือ หลังจากดูจบผมถึงกับต้องไปเสิร์ชหาข้อมูลทุนสร้างของภาคนี้ ผลประกฏว่า เป็นหนังที่

ใช้ทุนสร้างไม่ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเลยด้วยซ้ำ แต่ผู้กำกับสามารถสร้างสรรค์ฉากต่างๆ ในเรื่อง ให้ดูเวอร์วังอลังการชนิดที่ว่า นึกว่าใช้ทุนสร้าง 150 ล้าน UP แบบหนังฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆ เลยจริงๆ

จุดนี้ขอชมในตัวผู้กำกับเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ในระบบ IMAX ได้มีการทำอัตราส่วนภาพขยาย ทำให้เห็นภาพกว้างกว่าระบบทั่วไปถึง 26% ตลอดทั้งเรื่อง ระบบ IMAX ทำให้หนังที่อลังอยู่แล้ว ดู Epic มากขึ้นไปอีก

จนผมต้องไปซ้ำในระบบ IMAX มาถึง 2 รอบเลยก็ว่าได้ อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูไปลองระบบนี้จริงๆ

สุดท้ายแล้ว Maze Runner The Death Cure เป็นภาคที่3 เนื่อเรื่องจากหนังสือเล่มสุดท้ายที่วางแผนทำเป็นหนังภาคเดียวแบบจัดหนักจัดเต็ม รวบรัดได้ดีเอามากๆ ไม่ต้องไปตามเทรนหนังที่ทำจากหนังสือ ที่มักจะแบ่ง Part เล่มสุดท้ายเป็นหนัง 2 ภาค และกลับทำให้หนัง 2 ภาคนั้นมีแต่น้ำล้วนๆ ไม่มีเนื้อเลย อันนี้ขอชมอีกเช่นกันว่าคิดถูกแล้วที่ตัดจบในภาคเดียว สมการรอคอยอย่างมาก 8.5/10 ที่มา  

Uncategorized

รีวิวซีรีส์จิตวิทยา It’s Okay To Not Be Okay เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน

ซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ ของค่าย tvN It’s Okay To Not Be Okay เรื่องหัวใจไม่ไหวอย่าฝืน ที่มาลง Netflix พร้อมกัน ออนแอร์ทุกสามทุ่มวันเสาร์-อาทิตย์ เรื่องราวของคนสองคนที่ผูกพันกันด้วยโชคชะตา แต่นิสัยใจคอของทั้งคู่แตกต่างกันมาก “มุนคังแท” (รับบทโดย คิมซูฮยอน) พระเอกของเรื่องเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนย้ายที่อยู่ที่ทำงานไปเรื่อยๆ กับพี่ชายที่เป็นออทิสติก “โกมุนยอง” (รับบทโดย ซอเยจี)

It's Okay to Not Be Okay เรื่องย่อIt's Okay to Not Be Okay

นางเอกผู้เป็นนักเขียนนิยายเด็กที่มีชื่อเสียงในแนวดาร์ค และตัวเธอเองก็เป็นพวกต่อต้านสังคม มีความรุนแรงพร้อมระเบิดอารมณ์อยู่เสมอ แต่ทั้งคู่กลับตกหลุมรักกันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดของกันและกัน เรื่องราวความรักนี้จึงไม่ธรรมดาแน่นอน…

ต้องบอกว่ามีความแปลกของเนื้อเรื่องแบบที่คาดเดายากว่าจริงๆ จะดำเนินไปเช่นไรในแต่ละตอน เพราะนอกจากบุคลิกนิสัยตัวเอกทั้งคู่จะแปลกพิสดารกว่าทั่วไปแล้ว เรื่องยังนำเสนอหลายอย่างกึ่งๆ เหนือจริงผสมเข้าไปด้วย

ทั้งในแบบแฟนตาซี ผี จินตนาการ เพ้อฝัน โดยที่เก็บงำความลับเนื้อเรื่องไว้ค่อนข้างมากตั้งแต่เปิดฉากมาเลย เรื่องให้ทั้งคู่มาเจอกันโดยบังเอิญ ก่อนจะตัดแฟลชแบ็คย้อนอดีตที่มีความหลังร่วมกัน โดยมีนิทานของนางเอกมาเป็นตัวคั่นบอกเล่าปริศนานี้ว่า มีเด็กถูกลบฝันร้ายในความจำออกไปจากการไปขอแม่มด

แต่แล้วกลับพบว่าการลบความจำนั้นไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก มนุษย์ควรจะจดจำบาดแผลในใจไว้อยู่ เพื่อเติบโตแข็งแกร่งขึ้นมาจากประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้าย ซึ่งตัวนิทานของนางเอกจะมีบอกเล่าเพิ่มทุกตอน ทั้งเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ และนิทานที่มีอยู่แล้วอย่าง เจ้าหญิงนิทรา ราพันเซล เคราน้ำเงิน และเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ

ที่ปรากฏในแต่ละตอน เป็นการบอกเล่าเฉลยอ้อมๆ ถึงปริศนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทำให้ตัวเรื่องมีความเพ้อฝันหลอนๆ ลี้ลับกึ่งแฟนตาซีอยู่ตลอดเวลา

นอกจากเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาตั้งแต่แรก สิ่งที่มาช่วยเน้นให้เรื่องนี้ไม่ธรรมดายิ่งขึ้นไปอีกก็คือ งานภาพที่งดงามวิจิตรพิสดารแปลกใหม่ตลอดเวลา ทั้งการใช้เงาสะท้อนกลับในมุมต่างๆ การถ่ายทำด้วยมุมกล้องหวือหวาแม้จะเป็นซีนตามทางทั่วไป การตัดต่อเชื่อมฉากหนึ่งไปอีกฉากแบบมีลูกเล่นไม่ธรรมดา การใช้ภาพแอนิเมชั่นลายเส้นจากนิยายของนางเอกที่เป็นแนวดาร์คแฟนตาซีหลอนๆ มาเล่าเรื่องแทนในบางครั้ง ]

การใส่กรอบภาพพร้อมแสงสีฟุ้งนวลเหมือนจินตนาการเวลาแฟลชแบ็ค รวมถึงฉากแบบแฟนตาซีกับชุดสีเข้มลึกลับแนวโกธิคของนางเอกที่ตัดมาเป็นจินตนาการ

แม้แต่การตัดภาพเล่าเรื่องเปลี่ยนนางเอกเป็นแนวสัตว์ประหลาดยักษ์เลยก็มี (แบบพวกหนังก็อดซิล่า) เรียกว่าเราสามารถมองข้ามเนื้อเรื่องไปแล้วสนุกกับการได้เห็นมุมมองวิชั่นด้านภาพที่สวยงามแปลกประลาดของเรื่องนี้ล้วนๆ เลยก็ยังได้ ซึ่งงานภาพแนวนี้ที่โดดเด่นเลยของฝรั่งต้นตำหรับก็มาจากผู้กำกับ ทิมเบอร์ตัน (ตัวอย่าง อลิซในแดนมหัศจรรย์เวอร์ชั่นล่าสุด) ที่หลายคนคงเคยดูมาบ้าง

ซึ่งในเรื่องนี้หลายส่วนก็มีความเหมือนแนวทางของทิมเบอร์ตันเป็นอย่างมาก แต่นี่คือเรื่องดีเพราะทำให้เห็นเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ตั้งใจครีเอทรายละเอียดสร้างสรรค์กันทุกจุดจริงๆ

แม้ว่าทั้งตัวเรื่องและงานภาพจะโดดเด่นแปลกตามาก แต่เรื่องก็ไม่ได้ทิ้งแนวทางโรแมนติกของเกาหลีไป มีฉากขายฝันโรแมนติกของทั้งคู่ตลอดเวลาที่พบหน้ากันทุกครั้ง และก็ยังสอดคล้องไปกับความดาร์คที่เป็นธีมของเรื่องอยู่ มีฉากโรแมนติกจ้องหน้ามองตาใกล้ๆ แทบจะหายใจรดกัน ตัวภาพก็เลือกฟรีซนิ่งแช่ไว้แทบทุกครั้งที่มีฉากแบบนี้ให้คนดูได้อินฟินกันนานๆ ไปเลย

ถึงตัวเรื่องจะนำเสนอความดาร์คให้กับตัวละครทั้งคู่มีแบ็คกราวน์ชีวิตวัยเด็กที่เลวร้ายติดตัวจนมาถึงปัจจุบัน คนหนึ่งก็กลายเป็นพวกเร่ร่อนใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ผูกสัมพันธ์กับใคร อีกคนก็ต่อต้านสังคมสุดโต่งแบบไม่ไว้หน้าใคร แต่ว่าตัวเรื่องก็ไม่ได้ดูหดหู่อะไรมากนัก เพราะมีฉากตลกแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ ตลอดเรื่อง แม้กระทั่งช่วงที่เรื่องน่าจะดิ่งลง แต่กลับยิงมุกตลกร้ายซ้อนเข้าไปพร้อมกัน ทำให้เรื่องดูไม่หนัก มีอารมณ์ตลกตัดกันกับอารมณ์หน่วงๆ ที่เป็นเมนหลักของเรื่องได้ดี

คนเราหนีจากโชคชะตาตัวเองไม่ได้ ..แต่มันจะไปสำคัญอะไร ในเมื่อเรานี่แหละ คือโชคชะตา

3 ตัวละครหลักของเรื่อง
ตัวนักแสดงหลักของเรื่อง คิมซูฮยอน ที่รับบทพระเอกหนุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิตในโรงพยาบาล รวมถึงการเฝ้าดูแลพี่ชายของเขาแบบแทบจะเป็นชีวิตจิตใจเล่นได้ดีมาก แม้จะมีฉากพยายามขายซิกแพ็คโชว์เรือนร่าง แต่ว่าการแสดงของเขากับใบหน้าตามบทที่ถูกเรียกจากนางเอกว่า “งดงาม” ก็เหมาะสมกันดี ในบทนี้จะเป็นคนที่เก็บกดมีบาดแผลในใจหลายอย่าง แต่ว่าก็พยายามแสดงออกมาเป็นปกติ แต่ลึกๆ ไม่ปกติ เป็นตัวละครที่สะท้อนคนปกติที่มีปัญหาทางจิต แต่มักไม่รู้ว่าตัวเองเป็น และจากปมทางจิตจากบาดแผลในใจก็ทำให้เขามาเป็นผู้ดูแลคนป่วยทางจิต และมีความเข้าใจในตัวผู้ป่วยเหล่านี้เช่นกัน

นางเอกซอเยจีเป็นหน้าตาของเรื่องนี้ เธอสวยแบบสะกดผู้ชมไว้ได้ตลอดเวลาทุกฉาก แถมด้วยแฟชั่นการแต่งกายที่ฉูดฉาดตัดกับทุกอย่างในซีนนั้นๆ ทำให้เธอมีสีสันที่โดดออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่างในฉากตลอดเวลา และในเรื่องการแสดงกับบทนางเอกแนวอารมณ์ร้ายกึ่งโรคจิตก็ทำได้ดีเลย แม้จะรู้สึกว่าบทพยายามให้ฉากร้ายๆ ของเธอดูสวยไปด้วยทุกครั้ง แต่ก็ทำให้ฉากเหล่านั้นดูมีอะไรมากกว่าแค่การให้นักแสดงใช้บทพูดและอารมณ์เล่าออกมาเพียงอย่างเดียว และก็มีความเป็นตลกร้ายจากความคิดบิดเบี้ยวฉีกกรอบศีลธรรมของนางเอกปนอยู่ด้วยเสมอ

นอกจากนี้ตัวละครหลักก็ไม่ได้มีแค่พระเอกนางเอก แต่เรื่องนี้พี่ชายออทิสติกของพระเอก “มุนซังแท” (รับบทโดย โอจองเซ) คือตัวละครหลักอีกคนที่แทบจะตัวติดกันกับพระเอกแทบทุกฉาก ด้วยบทถูกวางไว้เขามีห่วงดูแลพี่ชายตลอดเวลา แม้แต่อยู่ห่างไปก็ต้องโทรหาเสมอ ซึ่งอาการออทิสติกในเรื่องก็ถูกถ่ายทอดออกมาทั้งน่าสงสารและมีความน่ารักควบคู่กันไป บทพี่ชายของพระเอกจึงมีความสำคัญกับเรื่องมาก และก็มีส่วนสำคัญกับอดีตอันเป็นปริศนาเกี่ยวกับการตายของแม่ และผีเสื้อสีฟ้าที่ตามมาหลอนเขาเสมอ แถมยังเป็นแฟนนิยายตัวจริงของนางเอก เขาจึงเป็นตัวผูกเรื่องที่สำคัญมาก และก็เล่นได้อย่างโดดเด่นจนเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้เลยทีเดียว

บาดแผลในวัยเด็กคือความลับสำคัญของเรื่องนี้
ตัวเอกทั้ง 3 คนต่างมีฉากแฟลชแบ็คย้อนกลับไปยังสมัยเด็กเป็นระยะๆ โดยเรื่องเผยให้เห็นว่าทั้ง 3 คนต่างมีอดีตดำมืดในเมืองบ้านเกิดที่เดียวกัน โดยพระเอกคือการสูญเสียแม่ไปจากการถูกฆาตกรรมปริศนา (พ่อเสียไปก่อนนานแล้ว) พี่ชายที่เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียวกลับจดจำอะไรไม่ได้นอกจาก “ผีเสื้อ” และก็กลายเป็นความกลัวผีสื้อทุกอย่างที่ฝังใจมากจนถึงปัจจุบัน ทางด้านของนางเอกคือปมปริศนาของครอบครัวที่เธอต้องสูญเสียพ่อกับแม่ไปในแบบไม่ปกติ ซึ่งตัวเรื่องจะกุมความลับนี้ไว้แน่นหนา แม้จะรู้ว่าพ่อของเธอเกลียดชังเธอและปัจจุบันป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชที่พระเอกทำงานอยู่ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในปราสาทลึกกลางป่าที่เป็นบ้านของเธอในอดีต

นักแสดงเด็กเล่นสอดคล้องไปกับตอนโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เรื่องนี้ใช้นักแสดงตอนเด็ก 3 คนหลักออกมาประจำควบคู่ไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 3 คนมีความเกี่ยวพันกันมาก่อนหลายอย่าง ซึ่งนิสัยตอนเด็กกับตอนโตแทบจะไม่ต่างกันมาก เด็กทั้ง 3 คนก็เล่นได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะบทพี่ชายออทิสติกส์ของพระเอกที่มีความสำคัญกับเรื่องมาก นักแสดงตอนเด็กแทบจะเหมือนทั้งหน้าตาท่าทางกับ โอจองเซ นักแสดงตอนโตแบบไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อยครับ

เป็นเรื่องที่เห็นเด่นชัดเอามากๆ ในเรื่องนี้ว่าต้องการนำเสนอมุมมองลึกซึ้งของคนป่วยเป็นโรคจิตเภทในแบบต่าง อย่างนางเอกจะเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ จากโรคลักขโมยสิ่งของ (kleptomania หรือ pathological stealing) เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่ไม่สามารถยับยั้งใจต่อแรงกระตุ้นที่จะลักขโมยได้ ซึ่งตอนแรกอาจจะดูแค่ว่าเธอนิสัยไม่ดี แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ อาการทางจิตของเธอจะแสดงออกมาหลายแบบเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และการแสดงออกถึงความรู้สึกตรงๆ ในแบบผิดปกติจากคนทั่วไป ซึ่งตัวพระเอกเองมองเห็นและรู้ว่าเธอจิตไม่ปกติ แต่ตัวเขาเองก็เก็บกดความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ไว้จนบางครั้งก็ระเบิดออกมา และการเยียวยาของเขาคือการยอมรับความรู้สึกที่ลึกๆ มีให้นางเอกตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ปฏิเสธมันไปด้วยตัวเองจนทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งในสภาวะจิตที่สะสมมาจนโตมาแบบไม่ปกติกันทั้งคู่ ซึ่งมันจะเป็นไปได้หรือกับความรักที่ต่างฝ่ายต่างไม่เหมือนคนปกติทั่วไปในสังคม นี่เป็นสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ตั้งคำถามไว้ และก็สอดคล้องไปกับชื่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

และไม่ใช่แค่ตัวละครหลัก แต่เรื่องนำเสนอตัวละครใหม่แทรกเข้ามาเป็นเคสที่เกิดในโรงพยาบาลที่พระเอกทำงานอยู่ ซึ่งดำเนินเรื่องแบบให้ความสำคัญแยกออกมาเลย อย่างในตอน 3-4 เป็นเรื่องของลูกชายของ สส. ดังที่ป่วยเป็นโรคไบโพล่าร์ (โรคอารมณ์สองขั้ว) ที่ปกติจะถูกนำเสนอด้านดิ่งซึมเศร้า แต่ในเรื่องนี้นำเสนอด้านอารมณ์ดีเกินผิดปกติ และใส่อาการทางจิตอื่นๆ แบบโรคชอบโชว์ร่างกายของลับให้คนอื่นดู แม้จะดูตลกๆ แต่ว่าพอถึงจุดพีคของเรื่องกลับเป็นความเศร้าขึ้นมาทันที ซึ่งตัวเรื่องตั้งใจพาคนดูดิ่งขึ้นลงเหมือนการเป็นไบโพลาร์ของเรื่องเลย และก็ทำได้ถึงเอามากๆ กับการนำเสนอที่ตัดขั้วตลกกับเศร้ากันทันทีแบบนี้ และเรื่องก็แฝงมุมมองแง่คิดหลายอย่างให้กับคนดูด้วยเช่นกัน

ต่างคนต่างเยียวยากันและกัน

ตัวละครหลักทั้ง 3 คนในเรื่องต่างมีปมบาดแผลหลายอย่างในอดีต และก็ส่งผลมาถึงปัจจุบันกันทุกคน ซึ่งเรื่องจะค่อยๆ ให้ทั้ง 3 ได้ค่อยๆ เข้ามาเกี่ยวพันใช้ชีวิตด้วยกัน ในกรณีของพี่ชายออทิสติกของพระเอกที่ถูกปกป้องโดยพระเอกมาตลอด ลึกๆ กลับต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองในสิ่งที่เขารัก ซึ่งก็มาพบกับนางเอกที่เป็นนักเขียนนิทานเด็กที่มีปัญหาการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และต้องการคนมาเข้าใจ ส่วนตัวพระเอกคือ อดีตที่พยายามลบลืมไป และความรู้สึกที่ต้องแบกภาระพี่ชายไว้ตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะต้องเสแสร้งก็ตาม ทั้งสามคนนี้เมื่อได้มาเกี่ยวพันกัน ต่างคนต่างก็เยียวยากันและกัน เรื่องราวส่วนนี้ได้ละมุนมาก เรื่องค่อยๆ เผยปม เผยความรู้สึกลึกๆ ที่แท้จริงให้กัน ซึ่งทั้งน่าสงสาร เศร้า หดหู่ แต่ก็มีความอบอุ่นลึกซึ้งอยู่ในเนื้อหาลึกๆ ทุกตอน

ปัญหาครอบครัวออทิสติกส์
ในเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของซังเทกับคังเท สองพี่น้องที่สลับบทบาทกันน้องชายต้องดูแลพี่ชายที่เป็นออทิสติกส์มาตั้งแต่เด็กเพราะแม่สั่งไว้ให้ดูแลพี่ชายไปตลอดชีวิต เป็นเหมือนภาระผูกพันกับเขาตลอดไปจนไม่อาจจะแบกรับชีวิตใครได้อีก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่ใช่แค่สร้างมาในละคร แต่เกิดกับครอบครัวออทิสติกส์ทั้งโลก ที่พ่อแม่ก็ต้องดูแลลูกตลอดไป และพยายามฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด แต่พอมีลูกอีกคนที่ปกติก็มักจะฝากฝังให้ดูแลคนที่เป็นออทิสติกส์ไปตลอด อาจจะด้วยมุมมองว่าพี่น้องต้องดูแลกัน แต่มันกลับกลายเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมและก็น้อยเนื้อต่ำใจในฐานะลูกที่พ่อแม่รักไม่เท่ากันได้ และก็มักจะทำให้เป็นคนเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้จนระเบิดออกมาได้ ซึ่งตัวเรื่องก็หยิบมาเป็นปมในจิตใจของพระเอกที่ลึกๆ อยากหลุดจากภาระนี้ถึงขั้นเกลียดพี่ชาย แต่อีกใจก็ตัดความรู้สึกพี่น้องไม่ขาด เพราะรู้ว่านี่ก็ไม่ใช่ความผิดของพี่เลยแม้แต่น้อย ตัวเรื่องในจุดนี้จึงเป็นอะไรที่กระชากหัวใจคนดูอย่างมากทุกครั้งที่มีฉากขัดแย้งกันทางอารมณ์ของซังเทกับคังเทแบบรุนแรง แม้จะจบลงด้วยดี แต่ว่าก็เป็นเหมือนบาดแผลในใจที่สะสมไว้เรื่อยๆ

ใครสนใจดูเรื่องราวแบบเดียวกันแนะนำเรื่องนี้เลย Atypical เรื่องราวครอบครัวเด็กออทิสติกที่ผิดแปลกแตกต่าง ซีรีส์น้ำดีมาก อาจจะดูฟีลกู้ดใสๆ แต่ตัวเรื่องนำเสนอปัญหาในครอบครัวแบบนี้ไว้ครบถ้วนมากๆ ครับ

บทโรแมนติกละมุน อบอุ่น ผ่านปมปัญหาทางจิต ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เรื่องนำเสนอความโรแมนติกในแบบที่ต่างออกไป ด้วยการให้ตัวละครในเรื่องมีปมติดล็อคในจิตใจ และจะปลดล็อคได้ก็ด้วยการช่วยเหลือจากคนอื่น อย่างตัวนางเอกที่มักอารมณ์ร้าย แต่ก็เป็นคนเข้าใจคนป่วยด้วยกันในมุมมองที่ต่างออกไป และให้เจอกับสิ่งที่ปวดร้าวในใจแบบตรงไปตรงมา แม้จะดูว่ารุนแรง แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับความจริง จนช่วยคลายล็อคในใจของผู้ป่วยได้ และสะท้อนกลับมาทำให้เธอปลดล็อคตัวเองได้เช่นกัน และยังส่งต่อความรู้สึกดีๆ ไปยังตัวพระเอก ทำให้เขามีมุมที่เปลี่ยนไปทั้งกับตัวเองและที่คิดกับเธอ ซึ่งฉากคลายล็อคพวกนี้ตัวเรื่องใส่มาทีละนิดๆ ค่อยเป็นค่อยไปในแบบพอดีๆ ดูละมุน อบอุ่น โดยไม่ต้องมีฉากจูบ ทำให้ตัวเรื่องโรแมนติกเดินหน้าไปเบาๆ แบบที่ควรจะเป็นตามบทความรักของผู้ป่วยทางจิตได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก

 

เรื่องนี้มีส่วนแฟนตาซีหรือเรื่องเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่?

น่าจะเป็นคำถามสำคัญที่หลายคนติดตามดูและอยากรู้ว่าตัวเรื่องจะมีอะไรแบบนี้เข้ามาจริงๆ หรือไม่ เพราะหลายอย่างจากสิ่งที่ปรากฎในเรื่องให้คนดูเห็นดูเหมือนจะทำให้คิดว่าต้องมี แต่ที่จริงตัวเรื่องต้องการนำเสนอในรูปแบบเดียวกับหนังดาร์คแฟนตาซี Pan’s Labyrinth (ชื่อไทย อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต) ที่เล่นเรื่องจินตนาการของเด็กหญิงที่ต้องการหลีกหนีจากความโหดร้ายของยุคสมัยสงคราม โดยคิดว่าตัวเองคือเจ้าหญิงที่ต้องมีภาระหน้าที่ในอีกโลกหนึ่ง และตัวเรื่องต้องการให้ผู้ชมคิดตามว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริงหรือไม่ โดยไม่มีคำตอบตรงๆ ไว้ในเรื่องเลย (แต่มีใบ้ว่าจริงไม่จริง) ซึ่งนางเอกในเรื่องนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงในนิทานเช่นกัน โดยมีตัวร้ายเป็นแม่กับพ่อของเธอ เรื่องเหนือธรรมชาติที่เห็นในเรื่องนี้จึงเป็นอาการป่วยทางจิตของนางเอกเท่านั้น (เห็นภาพหลอน มโนเพ้อคิดไปเอง)

การบอกเล่าเรื่องจริงผ่านนิทาน

ตัวละครหลักมีอดีตอันเลวร้ายฝังอยู่ แต่เรื่องไม่ได้เล่าออกมาตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้กลับเลือกใช้การเล่านิทานเปรียบเหมือนการเล่าเหตุการณ์จริงในอดีตแบบอ้อมๆ ซึ่งนิทานที่หยิบมาเล่า โดยเฉพาะเรื่องของนางเอกดูเหมือนจะเลวร้ายเอามากๆ อย่างเรื่อง เคราน้ำเงิน ที่ตัวเรื่องในนิทานคือ สามีเคราน้ำเงินเป็นคนรวยมีอำนาจ แต่มีความผิดปกติในจิตใจ มักฆ่าเมียตายแล้วตัดหัวเก็บไว้ในห้องเก็บของ จนมาถึงคนล่าสุดที่เขาห้ามแล้วไม่ให้เธอลงไปทีห้อง แต่เมื่อเธออยากรู้อยากเห็นลงไป สุดท้ายก็เลยพบจุดจบแบบเดียวกัน ซึ่งในเรื่องจริงพ่อนางเอกเข้าโรงพยาบาลจิตเวช แม่ตายแบบปริศนา ตัวนิทานเคราน้ำเงินที่ถูกเล่าออกมาโดยนางเอกเองก็เป็นเหมือนการเฉลยเรื่องนี้แบบอ้อมๆ นั่นเองครับ ดูหนังออนไลน์ฟรี 

Uncategorized

รีวิวหนังแอ็คชั่น Death Wish – นักฆ่าโครตอึด ทวงแค้นตัวจริงกำลังจะกลับมา Death Wish

รีวิว Death Wish นักฆ่าโคตรอึด | หมอ หรือ มัจจุราช • PatSonic

เรื่องย่อหนัง ต้นฉบับหนังทวงแค้นตัวจริงกำลังจะกลับมา Death Wish คือเฟรนไชส์ หนังแอ็คชั่นทะลักเดือด ที่ครองใจแฟนๆ มากที่สุดในยุค 70-80 เรื่องราวของ พอล เคอร์ซี ศัลยแพทย์มากฝีมือและคุณพ่อตัวอย่างที่สัมผัสได้ถึงความรุนแรงที่กำลังก่อตัวขึ้นในเมืองชิคาโก้จากการทำงานในห้องฉุกเฉินแต่ละวัน ต้องมาดีแตกเพราะวันหนึ่งลูกเมียของเขาถูกโจรชั่วบุกเข้าบ้านมาทำร้ายจนปางตาย ในเมื่อตำรวจมีงานล้นมืออยู่แล้ว ด้วยความแค้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก พอล ขอเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นเครื่องจักรสังหารเพื่องทวงเอาความยุติธรรมกลับมา เขาไล่ประหารพวกนอกกฏหมายจนเป็นที่กล่าวขาน คนทั้งเมืองตั้งคำถามว่าศาลเตี้ยคนนี้คือยมทูตแห่งความตายหรือเทพผู้คอยพิทักษ์ประชาชนกันแน่ เตรียมพบกับการรีเมคด้วยฝีมือของเจ้าพ่อหนังโหดแห่งยุคอย่าง อีไล ร็อธ พ่วงด้วยคนอึดตัวจริงอย่าง บรูซ วิลลิส มาแสดงนำพร้อมมอบความระห่ำสู่จอภาพยนตร์ปลายปี 2017 นี้

“Death Wish” ใครที่อยากเห็นบรูซ วิลลิส เล่นหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้อาจทำให้ความคิดนั้นพอจะเป็นจริงได้บ้าง พล็อตหนังมันแนวซุปเปอร์ฮีโร่จริงๆ
ช่วงแรกของหนัง หนังทำดีมาก ผูกปม และตัวร้ายก็เข้าไปทำร้ายคนในครอบครัวของ พอล (บรูซ วิลลิส) ที่เป็นศัลยแพทย์ ถามว่าพล็อตแบบนี้มันก็ซ้ำๆ แหละ แต่หนังในช่วงเริ่มต้น
ก็ทำออกมาได้ดี คือหนังทำให้เรารู้ว่าพอลรักครอบครัวมากจริงๆ (จริงๆ นี่เป็นฉากที่ดีที่สุด ที่หนังมี) (ตรงนี้ไม่ได้สปอยนะครับ เพราะตัวอย่างหนังก็บอกโต้งๆ เลย) ที่มา