keyboard_arrow_right
ภาพยนตร์

รีวิว Our 30 minutes sessions เทปลับสลับร่างมารัก เรื่องวิญญาณ

รีวิว Our 30 minutes sessions เทปลับสลับร่างมารัก เรื่องวิญญาณ

รีวิว Our 30 minutes sessions เทปลับสลับร่างมารัก แค่พลอตว่าด้วยวิญญาณที่ขอสิงร่างเด็กหนุ่มขี้อายเป็นเวลา 30 นาทีตามเนื้อเทปในหนึ่งหน้าก็ดูจะอุทานคำว่า “ความญี่ปุ่น!” ออกมาได้ชัดเจนละ Our 30 minutes sessions ตัวหนังยังแอบซ่อนลูกเล่นของเทปคาสเซตต์ ฟอร์แมตสำหรับคอเพลงยุค 90 มาแบบห้ามใจไม่ให้กรอกลับทุกความรู้สึกของคนดูให้ย้อนกลับไปในวันวาน ทั้งรักแรก และความผิดบาปในอดีตตามไม่ได้เลยแหละ

หลัง อากิ (แมคเคนยู) มือกีตาร์และนักแต่งเพลงประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ทิ้งไว้เพียงเทปเดโมเพลงสุดท้ายในวอล์กแมนที่ถูกทิ้งไว้ริมสระน้ำ และโชคชะตาก็พาให้ โชตะ (ทาคุมิ คิตะมุระ) หนุ่มขี้อายได้พบมัน จนสิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นเมื่อโชตะกดเล่นเทปทำให้อากิสามารถยืมร่างของเขาได้เป็นเวลา 30 นาที อากิเลยใช้โอกาสนี้ฟอร์มวงขึ้นมาใหม่เพื่อสานต่อสัญญาในการเล่นงานคอนเสิร์ตฤดูร้อนที่เขาไม่มีโอกาสได้เล่นตอนยังมีชีวิตอยู่ รวมถึงการได้กลับไปใช้เวลาร่วมกับ คานะ (ซายุ คุโบตะ) หญิงสาวที่เป็นรักเดียวในชีวิตอีกครั้ง

ว่ากันในส่วนของพลอตเรื่องแล้ว ซาโตมิ โอชิมา แทบจะรังสรรค์เรื่องโดยเอาจุดเด่นจาก The 100th Love With You ผลงานก่อนหน้ามาหยิบใช้ทั้งเรื่องของวงดนตรี และการย้อนกลับมาแก้ไขสิ่งที่ผิด แต่ใน Our 30-minute sessions เงื่อนไขในการกลับมาไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตของใครสักคนเหมือนหนังเรื่องก่อน แต่คราวนี้มันคือการกลับมาของวิญญาณที่ผูกโยงกับสิ่งที่ผูกพันธ์เพื่อแก้ไขความผิดพลาด ซึ่งก็ไม่ใช่ธีมใหม่อะไรสำหรับหนังโรแมนติกทั่วโลก แต่รายละเอียดและเงื่อนไขของเทปคาสเซตต่างหากที่ทำให้หนังมันพิเศษ

โดยเฉพาะการนำเงื่อนไขของเทปคาสเซตมาใช้ในการกำหนดเวลา 30 นาทีของการ “ยืมร่าง” ที่อิงตามความยาวเทปใน 1 หน้าของคาสเซต หรือการ “อัดทับ” เพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องช่วงหลังเมื่อหนังเริ่มกำหนดเงื่อนเวลาที่ตัวละครต้องรีบทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ผลลัพธ์ของมันเลยทำให้หนังไฮคอนเซปต์เรื่องนี้ไปไกลกว่าแค่ขายแนวคิดเท่ ๆ แล้วเดินตามรอยหนังแนวเดียวกัน แม้จะมีข้อครหาว่าคนเขียนบทแค่เปลี่ยนจาก “แผ่นเสียงย้อนเวลา” มาเป็น “เทปคาสเซตสิงร่าง” ก็เถอะ

นอกจากเรื่องราวที่ถูกรังสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยมตามที่กล่าวมาแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หนังแตกต่างและมีคุณค่าทางศิลปะคงหนีไม่พ้นงานกำกับของ เคนทาโร ฮากิวาระ ที่ไม่เน้นความฟูมฟายและใส่มุกตลกตามประสาหนังวัยรุ่นได้อย่างเหมาะเจาะพอดีไม่มากเกินจนน่ารำคาญควบคู่ไปกับการคุมโทนเรื่องให้เต็มไปด้วยความโรแมนติกควบคู่กับปมดรามาที่ค่อย ๆ เผยออกมา โดยเฉพาะเรื่องราวของโชตะที่เบื้องหลังบุคลิกขี้อายและเก็บตัวคือความสามารถด้านดนตรีที่เจ้าตัวแอบผลิตผลงานเงียบ ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าความชอบจะกลายเป็นอาชีพได้ยังไงโดยอาศัยม่านตรงที่นอนไว้ปิดบังเวลาตนใช้เวลาส่วนตัวไปกับดนตรี

ซึ่งด้วยความที่หนังเน้นเดินเรื่องด้วยปมที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ลึกซึ้งก็ทำให้มันมีอารมณ์และความบันเทิงเฉพาะตัวมากโดยเฉพาะงานภาพที่หนังพยายามคุมโทนสีฟ้าหลาย ๆ เฉด และสีโทนอบอุ่นที่ไปกันได้ดีกับเรื่องราว ดังนั้นเราเลยได้เห็นฉากมหัศจรรย์ต่าง ๆ ตั้งแต่การตากหนังสือให้ออกมาหายใจที่หนังก็หยิบมาเล่นตอนท้ายเพื่อเรียกน้ำตาคนดูอีกทีนึง และทีละน้อยเราจะเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างบทของ ซาโตมิ โอชิมา และ งานกำกับเปี่ยมวิสัยทัศน์ของ เคนทาโร อากิวาระ ที่ไม่ยอมให้งานวิชวลแบบผู้กำกับมิวสิกวีดีโอมาบดบังสารที่บทพยายามจะบอกนั่นก็คือการทำความฝันในวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้มันถูกอัดทับไปตามกาลเวลาได้อย่างดีเยี่ยม

นอกจากนี้การแสดงของทั้ง แมคเคนยู อาราตะ และ ทาคูมิ คิตามูระ ยังไปกันได้ดีทั้งการฉายเสน่ห์ของสองหนุ่มสองสไตล์ และบทดรามาที่ทำได้ดีเกินคาด ส่วน ซายุ คุโบตะ ก็มีดีมากกว่าหน้าตาสวย ๆ และรอยยิ้มสดใส เพราะเธอสามารถรับส่งบทดรามากับสองหนุ่มได้เป็นอย่างดี จนทำให้ Our 30 – Minute Sessions กลายเป็นหนังญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาดชมในโรงภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง

ภาพยนตร์

รีวิวหนังดราม่า Galveston กำกับโดยนักแสดงสาวสวย เมลานี โลรองต์

รีวิวหนังดราม่า Galveston กำกับโดยนักแสดงสาวสวย เมลานี โลรองต์

รีวิว Galveston หลังถูกหักหลังจากนายจ้าง รอย (เบน ฟอสเตอร์)ต้องหนีการตามล่าโดยจำใจต้องพา ร็อคกี้ (แอล แฟนนิ่ง) ตัวประกันในที่เกิดเหตุหนีไปสู่เมือง กัลเวสตัน โดยไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาและเธอไปตลอดกาล

บอกตามตรงว่าหนังดราม่าหนักๆแบบนี้ คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะกำกับโดยนักแสดงสาวสวย เมลานี โลรองต์ ที่ผมเพิ่งดู Mia and the white lion ที่เธอแสดงไปเมื่อปลายปี 2018 เพราะตัวหนังเต็มไปด้วยความมืดหม่นหดหู่ แต่ยังแฝงความอบอุ่นไว้ได้อย่างประหลาด โดยเมลานี สามารถเล่าเรื่องการเดินทางของอาชญากรอย่าง รอย และ สาวกร้านโลกอย่าง ร็อคกี้ ได้อย่างเข้าอกเข้าใจ โดยได้นักแสดงคุณภาพทั้งเบน ฟอสเตอร์ ที่สามารถถ่ายทอดตัวละครที่แทบไม่เหลือความหวังในชีวิต และแอล แฟนนิ่ง ที่นอกจากเสน่ห์บนจออันล้นเหลือจากชุดสีโทนร้อนที่ขับกับผิวขาวชวนมอง ไปสู่การถ่ายทอดความเจ็บปวดและรอยแผลในอดีตได้อย่างเข้าอกเข้าใจ

นอกจากส่วนแอ็คติ้งแล้ว เมลานียังสามารถกำหนดทิศทางงานภาพได้อย่างชาญฉลาด ทั้งการกำหนดโทนความสว่างให้เข้ากับชะตาชีวิตตัวละคร งานกำกับศิลป์ที่แม่นยำทั้งการกำหนดสีของคอสตูมให้สื่อความหมายโดยเฉพาะชุดแดงของร็อคกี้กับชุดดำของรอย และการกำหนดทิศทางการตัดต่อให้เล่าเรื่องตัดสลับกึ่งจริงกึ่งฝันในตอนท้ายได้อย่างเปี่ยมความหมายและคุณค่าทางศิลปะได้อย่างยอดเยี่ยม

อีกจุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือบทหนังที่ได้ นิค พิซโซแลตโต ผู้เขียนบท True Detective ซีรีส์ สืบสวน แฝงปรัชญาอันล้ำลึก ซึ่งบทหนังของ นิค สามารถบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของคนชีวิตพัง2คนที่จำต้องลงเรือลำเดียวกันได้อย่างเปี่ยมอารมณ์ร่วมและไม่ประนีประนอมต่อความรู้สึกคนดู ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้ Galveston กลายเป็นงานดราม่า-อาชญากรรมที่น่าจดจำได้อย่างประหลาด

ภาพยนตร์

รีวิว FYRE : The Greatest Party That Never Happened สารคดีสุดเดือด

รีวิว FYRE : The Greatest Party That Never Happened สารคดีสุดเดือด

รีวิว FYRE : The Greatest Party That Never Happened สารคดีสุดเดือดที่หยิบเอาข่าวฉาวระดับโลกเมื่อปีก่อน อย่างเทศกาลดนตรี FYRE อีเวนท์ใหญ่ระดับโลกซึ่งสร้างกระแสหลังจากปล่อยวิดีโอโปรโมทเพียงชั่วข้ามคืน แต่เมื่อถึงกำหนดเวลางานจริง อีเวนท์นี้กลับพังพินาศและกลายเป็นฝันร้ายของผู้เข้าร่วมงาน จนเกิดการฟ้องร้องครั้งใหญ่

เกิดอะไรขึ้นบ้างในเทศกาลลวงโลกครั้งนี้ สารคดีเรื่อง The Greatest Party That Never Happened พาเรากลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราว ผ่านคำบอกเล่าของทีมงานและผู้เสียหายที่ทุกวันนี้ ประสบการณ์ดังกล่าวยัง “หลอกหลอน” พวกเขาไม่จบสิ้น

หนังเปิดเรื่องมาที่การสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดคร่าวๆ ตั้งแต่จุดเริ่มและจุดพีคภายใน 1 นาที ก่อนที่หนังจะเริ่มพาผู้ชม ไปฟังคำบอกเล่าเรื่องราวจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ความเป็นจริงอีเวนท์ลวงโลกครั้งนี้ ไม่ได้ถูกคิดมาการเป็นเทศกาลดนตรีตั้งแต่แรก แต่มันเริ่มต้นมาจากแอปพลิเคชั่น ที่สร้างขึ้นเพื่อจองคิวศิลปินและเซเลบริตี้ชื่อดัง เพื่อเข้าร่วมงานอีเวนท์ใดก็ได้ เอ็มเดวิด โลว์ ผู้คิดค้นแอปฯ จึงเซ็นสัญญาร่วมงานกับ จา รูลและบิลลี่ แมคฟาร์แลนด์ แร็ปเปอร์ชื่อดังและสตาร์ทอัพไฟแรง ก่อนนำไปสู่แคมเปญการตลาดที่เต็มไปด้วยไอเดียกระฉูด เมื่อพวกเขาตัดสินใจจะทำเทศกาลดนตรีในชื่อ festival

เมื่อเรื่องราวดำเนินไป สารคดีชุดนี้ยิ่งทำให้ผู้ชมได้มองเห็นความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของเทศกาลที่ถึงแม้ว่ามันจะมาพร้อม Big Idea (ไอเดียที่น่าสนใจและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย) แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว มันแทบจะเป็นโครงการเพ้อเจ้อขายฝันในแบบที่จะสำเร็จได้ยากเหลือเกิน ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อวิดีโอโปรโมทเทศกาลที่เต็มไปด้วยซูเปอร์โมเดลอย่างเฮลีย์ บัลด์วิน, เอมิลี ราทาจคาวสกี และ เบลลา ฮาดิด มาปรากฏตัวในแคมเปญนี้ และนั่นทำให้วันแรกที่เทศกาลนี้เปิดขายบัตร ทุกอย่างได้รับการตอบรับที่ดีอย่างรวดเร็ว

สารคดีนี้ได้พาคนดูไปสำรวจความพินาศในอีกระดับ เราจะพบว่าโครงการนี้ปราศจากการวางแผนการดำเนินงาน ระยะเวลาในการทำงาน ทุกอย่างคือการคิดปุ๊บทำปั๊บ ส่งผลให้ผู้จัดไม่สามารถควบคุมต้นทุน ระยะเวลาในการทำงาน ส่งผลให้งบประมาณบานปลาย งานออกมาไม่เป็นระบบ บิลลี่ต้องวิ่งโร่หาทุนเพิ่มเพื่อเอามาโปะการสร้างอีเวนท์ที่ วันงานถูกนับถอยหลังเข้ามาทุกนาที

ท้ายที่สุดเมื่อวันงานเหลืออีกไม่กี่วันก่อนจะเริ่ม เค้าลางความหายนะได้ทำให้คนดูเห็นว่ามีคนมากมายที่เป็น “เรี่ยวแรง” ในการทำให้งานนี้เกิดขึ้น แต่พวกเขากำลังจะกลายเป็นเหยื่อโดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว ไม่ใช่แค่เพียงผู้เข้าร่วมงานที่เหมือนเสียเงินฟรี บรรดาทีมงานหลายคนก็เริ่มสังหรณ์แล้วว่าพวกเขาจะไม่ได้รับ “ค่าแรง” ในการทำงานครั้งนี้ และจุดนี้เอง หนังสารคดีเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดหลากอารมณ์ของผู้ได้รับผลกระทบของเรื่องราว ทั้งน่าเห็นใจและชวนผู้ชมวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ

ทั้งหมดทั้งมวล หนังสารคดีเรื่องนี้ทำให้เราเห็นความน่ากลัวของบิลลี่ แมคฟาร์แลนด์ ในคราบของผู้ชายอารมณ์ดีและมีวาทศิลป์เป็นเลิศ แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ดังกล่าวกลับสวนทางกับพฤติกรรมอันเลือดเย็นและสามารถทำทุกวิถีทางเพื่อ “เอาตัวรอด” สารคดี  The Greatest Party That Never Happened จึงเป็นมากกว่าสารคดี “แฉ” แต่มันเป็นการสะท้อนให้เราเห็นถึงความล่มสลายของจริยธรรมในการทำการตลาดของคนที่หวัง “รวย” โดยไม่สนใจชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมโลก!

ภาพยนตร์

รีวิว Back Street Girls เรื่องของยากูซ่าสามคนที่ก่อเรื่องผิดพลาดไว้

รีวิว Back Street Girls เรื่องของยากูซ่าสามคนที่ก่อเรื่องผิดพลาดไว้

รีวิว Back Street Girls เล่าเรื่องของยากูซ่าสามคนที่ก่อเรื่องผิดพลาดไว้อย่างไม่น่าให้อภัย เพื่อเป็นการชดใช้ความผิด หัวหน้าแก๊งยากูซ่าก็เลยสั่งให้ทั้งสามไปผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้หญิงแสนน่ารักสามคน แล้วมารวมตัวเป็นไอดอลกรุ๊ปชื่อ “โกคุดอล์ส (Gokudols)” แล้วพวกเธอ (หรือเขา) ก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย มีเพลง มีแฟนๆ ติดตาม แล้วเรื่องราวโอละพ่อก็เกิดขึ้นตามสูตร

รู้เรื่องย่อแล้วผมก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า “อะไรของมัน (วะ) เนี่ย!” แต่คงเพราะตัวผมเองก็มีรสนิยมบ้าๆ บอๆ แบบนี้อยู่เหมือนกัน เลยตัดสินใจไปดูให้รู้กับตาว่าเวอร์ชั่นภาพยนตร์มันเป็นยังไง แน่นอนว่าผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่หรอกครับ

ซึ่งก็เป็นการคาดหวังที่ถูกต้องอยู่เหมือนกัน กล่าวโดยรวบรัดผมคิดว่า Back Street Girls ไม่ใช่หนังดีเด่อะไรนะครับ ถ้าว่ากันในแง่หนัง ก็เข้าขั้นพอดูได้อยู่ แม้บางช่วงของหนังโดยเฉพาะครึ่งหลังก็ออกอาการเป๋ๆ ไปบ้าง และบางช่วงก็เข้าขั้นไร้ทิศไร้ทางอยู่พอสมควร เหมือนไม่ค่อยลงตัว ไม่เรียบเนียนเป็นชิ้นเป็นอันเป็นเรื่องราวเดียวกันสักเท่าไหร่ ในแง่ของพาร์ตดรามาและพาร์ตตลกเหนือจริง

แต่ถ้าว่ากันในแง่ของความสนุกนั้น ก็พอสนุกและตลกอยู่บ้างนะครับ ซึ่งก็น่าจะมาจากเนื้อเรื่องจากตัวมังงะต้นฉบับนั่นมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือความ “อะไรวะ” ของมัน ก็ทำให้เรียกเสียงหัวเราะได้อยู่

บทสรุปของ Back Street Girls จึงเป็นหนังที่ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ดูไปเพลินๆ ไม่ดูก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าเป็นแฟนมังงะมาก่อน อันนี้ผมไม่แน่ใจว่ามันจะสมความคาดหวังหรือไม่ เพราะตัวเองก็ยังไม่เคยได้อ่านเสียที

แต่จากประสบการณ์ของตัวเอง คิดว่ายากครับที่หนังจะทำได้ดีกว่ามังงะ หรือ อนิเมะ ต้นทาง ดีที่สุดก็น่าจะแค่เสมอตัว

ภาพยนตร์

รีวิวหนังสเกลใหญ่ Step Up Year of The Dance ผู้กำกับ รอน หยวน

รีวิวหนังสเกลใหญ่ Step Up Year of The Dance ผู้กำกับ รอน หยวน

รีวิว Step Up Year of The Dance โดยครั้งนี้ยังได้ผู้กำกับ รอน หยวน มากำกับหนังสเกลใหญ่ครั้งแรก โดยเขาเป็นทั้งนักแสดงและสตั๊นท์แมนที่มีผลงานทางฝั่งฮอลลีวู้ดมาแล้วมากมาย Step Up Year of The Dance       ส่วนความสนใจใหญ่ ๆ ด้านทีมงาน น่าจะเป็นนักร้องสาว เมิง เหม่ยฉี แห่งวง Cosmic Girl (WJSN) ที่มารับบทนำ ในฐานะดอกไม้หนึ่งเดียวกลางสงครามมิตรภาพระหว่างชายหนุ่ม ซึ่งยังเป็นที่มาของชื่อรีวิวนี้ด้วย คือระหว่างดูเราจะได้แต่สบถด้วยความฮาจากทั้งความแปลก ๆ ของทั้งบทและการกระทำตัวละครต่าง ๆ โดยเฉพาะ เสี่ยวเฟย ตัวละครของเหม่ยฉีนี่ล่ะ

เรื่องราวจับศูนย์กลางอยู่ที่เรื่องราว 3 ตัวละคร โดยเริ่มมาที่ เถี่ยโหยว ชายยากจนที่รักการเต้น เขาและเถี่ยเจีย พี่ชาย กับน้องสาวไม่แท้อย่างเสี่ยวเฟย ได้ร่วมกันใช้การเต้นสร้างตัวขึ้นมาจนกระทั่งครั้งหนึ่ง เหตุทะเลาะวิวาทในผับทำให้เถี่ยวโหยวติดคุก และเมื่อเขาออกมาจากคุกก็ยังมองหาอนาคตไม่เจอ อีกด้านหนุ่มลูกเศรษฐีที่ถูกเล่นไม่ซื่อในวงการเต้นต้องการสร้างทีมกลับไปล้างแค้นทีมอันดับ 1 ของจีน ด้วยการเอาชนะแข่งเต้นเพื่อคว้าสิทธิ์ได้ไปพบทีมแฟนธอม ทีมอันดับ 1 ของโลกจากอเมริกา นั่นจึงเป็นที่มาให้เขาต้องเข้าหาเสี่ยวเฟย เพื่อจูงใจเถี่ยโหยวให้มาร่วมทีมกับเขา โดยไม่รู้เลยว่าลึก ๆ เถี่ยโหยวมีใจให้น้องสาวไม่แท้คนนี้มาตลอด

ความติ๊ดชึ่งของหนังมีตั้งแต่ลูกเศรษฐีที่โดนถีบจนกระเด็นแต่กรรมการมองเฉย แถมยังให้อีกคนที่โกงหน้าด้าน ๆ ชนะเฉ๊ย แล้วอีลูกเศรษฐีก็ไม่วีโต้ไรด้วย ติ๊ดชึ่งต่อมาระหว่างขาเฮียแกเดี้ยงเดินขาลากเลยนะ แต่แกอยากโชว์เถี่ยโหยวว่าแกก็เต้นเก่งนะเฮ้ย พี่แกก็ทิ้งไม้เท้าแล้วเต้นเป็นไฟอย่างกะไมเคิล แจ็คสันเลย ติ๊ดชึ่งถัดไปนังเสี่ยวเฟยโดนเขาหยอดหน่อยก็ไปสนิทอย่างไว มีเอายาหม่องจีนไปให้ลูกเศรษฐีบอกใช้นี่สิจะได้หาย แล้วไอ้การแพทย์สมัยใหม่ที่มีมาก็แพ้พ่ายกับยาหม่องจีนบ้าน ๆ เพราะซีนถัดมา มันเดินปร๋อเลย…ไรฟระ

และชีเสี่ยวเฟยนี่ก็ชะนีลำไยขั้นสุด เรียกว่าบทด้านน่ารำคาญ นิยายหลังข่าวนี่ยกให้เธอได้เลย และซีนที่น่าจดจำมาก ๆ อีกซีนคือการสั่งเสียของตัวละครหนึ่งในเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงโดนแทงท้องยิงอก แต่เรื่องนี้มีดบาดขาก็ตายแล้ว รู้ล่ะว่ามันเป็นไปได้แต่ด้านภาพในหนังมันดูอ่อนด๋อยจริง ๆ เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่น ก็ได้แต่อิหยังวะ และเรื่องก็ไปแบบเรียบง่าย เร่งไวแบบไม่สนใจจังหวะการเล่าในบางที จนทั้งไม่อิน ทั้งนึกเล่นในใจ งั้นเอ็งให้หนังมันจบ ๆ เลยเหอะอย่าแข่งเยอะ ซึ่งมันก็ดันเอาจริงด้วย 555

เรื่องบทอาจง่อย แต่ว่าด้วยโปรดักชั่นนั้นก็ถือว่าไม่ได้ด้อยหรือล้ำไปกว่าภาคเก่า ๆ นัก ออกไปทางจีน ๆ เสียมาก อาจด้วยทีมงานแทบทั้งหมดคือฝั่งจีน ส่วนการออกแบบท่าเต้นนั้นก็สวยงามและตื่นตากลาง ๆ ออกไปทางพอดูได้ หากแต่ขาดนวัตกรรมให้ร้องอื้อหืออย่างภาคที่ผ่าน ๆ มาอย่างพวก แฟลชม็อบ หรือการใช้ท่าหุ่นยนต์ ที่กลายเป็นภาพจำของหนังบางภาคได้ แต่กับหนังภาคนี้กลับโชว์สิ่งที่เรียกว่ากังฟูแดนซ์ ที่ผสมผสานระหว่างท่ากังฟูกับการเต้น ซึ่งคงประทับชาวจีนล่ะ ลองนึกภาพไทยแลนด์ก็อตทาเล้นต์ที่มีคนเอารำไทยประยุกต์กับการเต้นสมัยใหม่มันคงน่าสนใจ แต่กับคนนอกวัฒนธรรมที่มองท่าต่าง ๆ ก็เหมือนกันไปหมดมันไม่ว้าวอย่างแรงเลย

ส่วนที่ทำลายหนังหนักหน่วงสุด ๆ คือโปรดักชั่น 2 ชาตินี่ล่ะ เพราะตอนถ่ายหนังพูดจีนกัน แต่พอนำมาฉายทั่วโลกมีการพากย์ อังกฤษ ทับ โดยเลือกคนพากย์มาใส่อารมณ์ได้โคตรนิ่งเลย ก็อาจเหมาะกับการฝึกฟังภาษาล่ะมั้ง เพราะเรียบมากฟังชัดมาก เรียกว่าทำลายอรรถรสของการรับชมหนังไปอักโข

ภาพยนตร์

รีวิว Brightburn เด็กนรก ฟ้าส่งมาเป็นลูกแม่ ซูเปอร์ฮีโร่ทำลายล้าง

รีวิว Brightburn เด็กนรก ฟ้าส่งมาเป็นลูกแม่ ซูเปอร์ฮีโร่ทำลายล้าง

รีวิว Brightburn เด็กนรก ฟ้าส่งมาเป็นลูกแม่ จัดได้ว่าเป็นหนังที่มีคอนเซ็ปต์ชัดเจน น่าสนใจตั้งแต่ได้ยินเรื่องย่อ เมื่อหนังตั้งใจจะตั้งประเด็นว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากซูเปอร์ฮีโร่เติบโตขึ้นมาไม่ได้เพื่อพิทักษ์โลก แต่มุ่งจะทำลายล้างและกลายเป็นคนชั่วร้าย

เมื่อคอนเซ็ปต์ของหนังชัดเจนขนาดนี้ เราจึงไม่ปฏิเสธเลยว่า หลังจากที่เราเห็นตัวอย่างภาพยนตร์เป็นครั้งแรก Brightburn สามารถเรียกร้องความสนใจได้เป็นอย่างดี ทว่าสิ่งที่ผู้ชมได้พบในเวอร์ชั่นขนาดยาว กลับไม่ได้สนุกตื่นเต้นหรือน่าสนใจอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้ ประกอบไปด้วยหลากหลายเหตุผลเหล่านี้

ทุกอย่างถูกนำเสนอแบบชัดเจนโจ่งแจ้งจนไม่หลงเหลือความลึกลับ เคลือบแคลงอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเผยที่มาที่ไปของแบรนดอน (แจ็คสัน เอ. ดันน์) ว่าเขามีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ตั้งแต่ 15 นาทีแรกของเรื่อง โดยปราศจากชั้นเชิง การอุบความลับดังกล่าวสามารถใช้ในการสร้างปมคำถามให้กับผู้ชม หรือกระทั่งบรรดาตัวละครแวดล้อมตัวละครแบรนดอนว่า เด็กคนนี้ “เป็นภัยคุกคาม” จริงหรือเขาโดนใส่ความกันแน่

จากเหตุการณ์ที่เขาเผลอทำร้ายเพื่อนนักเรียนหญิงร่วมชั้นเรียนจนกระดูกหัก ส่งผลให้แม่ของเธออย่างเอริก้า (เบคกี้ วาลสตรอม) ตามมาเอาเรื่องถึงฝ่ายปกครองของโรงเรียน ลามเลยไปจนถึงการเชิญผู้ปกครองของแบรนดอนอย่างโทรี่ เบรเยอร์ (อลิซาเบธ แบงค์) และไคล์ เบรเยอร์ (เดวิด เดนแมน) มาเอาเรื่องและทวงถามถึงพฤติกรรมในการอบรมเลี้ยงดูลูกของทั้งสอง และแม้ว่าจะมีปากมีเสียงกันอย่างดุเดือด แต่ดูเหมือนโทรี่ก็ยังเชื่อมั่นในความดีงามของลูกชายตัวเองว่าคงไม่ได้มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

น่าเสียดายอย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่าเมื่อหนังได้นำเสนอ พฤติกรรมการคุกคาม ระรานของแบรนดอนต่อบรรดาผู้ใหญ่ที่เขาชิงชังแบบโจ่งแจ้งชัดเจน ทำให้น้ำหนักที่คนดูอยากจะเอาใจช่วยตัวละครแบรนดอนในแง่มุมของความดีงามลดลงจนแทบเหี้ยน และความเห็นอกเห็นใจที่เรามีต่อโทรี่ ก็ลดลงตามไปด้วย สืบเนื่องจากคนดูได้เห็นหลักฐานตำตาว่ายังไงเจ้าเด็กเหนือมนุษย์คนนี้ก็ชั่วร้ายตามที่ผู้คนครหาจริงๆ ส่งผลให้ความลึกลับ ระทึกขวัญลดลงไปตามระดับ มิหนำซ้ำบรรดาตัวละครที่กลายเป็นเหยื่อความรุนแรงของแบรนดอนเอง ก็ไม่ได้มีแง่มุมที่ทำให้ผู้ชมอยากจะเอาใจช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดปลอดภัยสักเท่าไหร่ เราจึงได้แต่รอดูวิธีการสังหารของแบรนดอนและหน้ากากโม่งที่เน้นความแหวะ น่าขยะแขยงมากกว่าจะรู้สึกน่ากลัว

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความแห้งแล้งบรรยากาศตื่นเต้น ระทึกใจ การแสดงของอลิซาเบธ แบงค์ ก็น่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดในหนัง ซึ่งเธอสามารถนำพาบทที่ดูแบนๆให้กลายเป็นบทคุณแม่ผู้ ศรัทธา ในตัวลูกชายได้อย่างมีมิติขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่สามารถโอบอุ้มทุกอย่างให้ดีขึ้นมาได้มากนัก เมื่อภาพรวมของเรื่องค่อนข้างจืดชืดและน่าผิดหวัง

ภาพยนตร์

รีวิวหนังสยองขวัญ ระทึกขวัญ Ready or Not เจ้าสาวโชกเลือด

รีวิวหนังสยองขวัญ ระทึกขวัญ Ready or Not เจ้าสาวโชกเลือด

รีวิว Ready or Not เจ้าสาวโชกเลือด ถือเป็นหนังสยองขวัญ ระทึกขวัญ ที่เริ่มพล็อตเรื่องได้น่าสนใจ โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องของเจ้าสาวอย่างเกรซ (ซามารา วีฟวิ่ง) ที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์อย่างชื่นมื่นกับอเล็กซ์ (มาร์ค โอ’ ไบรอัน) โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลังกำลังจะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดครั้งใหญ่แบบที่เธอไม่เคยจะจินตนาการมาก่อน

แม้ช่วงพิธีแต่งงาน เกรซจะสามารถสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตระกูลเลอ โดมาส ที่เธอก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก ว่านั่นเป็นรังสีอัมหิตหรืออะไรกันแน่ แม้แดเนียล (อดัม โบรดี้) พี่ชายของอเล็กซ์เตือนเกรซก่อนที่เธอจะเดินเข้าสู่พิธีแต่งงาน ว่าตระกูลคนรวยไม่ได้ปกติเหมือนครอบครัวอื่นๆ แต่เธอก็ไม่ทันได้ฉุกคิดอะไรมากมาย เกรซเพียงแค่เข้าใจว่าเป็นการแซวเล่นติดตลก จนกระทั่งกลางดึกของคืนวันแต่งงาน เกรซถูกบังคับให้เข้าร่วมเล่นเกมอันเป็นพิธีกรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของตระกูลนี้

เกรซต้องเสี่ยงโชคในการจั่วไพ่ว่าเธอจะได้เล่นเกมอะไร ซึ่งผู้ชมได้รับการอธิบายว่า เกมประจำตระกูลนั้นมีหลากหลาย แต่เกรซกลับได้ไพ่เกม “ซ่อนหา” ทันทีที่เธอจั่วได้ไพ่ดังกล่าว บรรดาสมาชิกในตระกูลถึงกับทำสีหน้าวิตกกังวลทันที เพราะพวกเขารู้อยู่แก่ใจดีว่า เกมนี้หมายถึงความเป็นและความตาย เพียงแต่เจ้าสาวอย่างเกรซที่กำลังจะมาเป็นสมาชิกใหม่ยังไม่ทันรู้ตัว

เมื่อผู้ชมรับทราบเงื่อนไขว่า เกรซจะต้องซ่อนตัวให้พ้นจากบรรดา สมาชิก ในครอบครัวเลอ โดมาส จากการตามหา แม้ตอนต้นเธอเข้าใจว่ามันเป็นเกมสนุกๆฆ่าเวลา เธอไม่ได้นึกว่านี่เป็นเกมที่เธอต้องเดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง ทันทีที่เกมนี้เริ่มต้นขึ้นกลายเป็นว่า เหยื่อคนแรกกลายเป็นสาวใช้ที่บังเอิญถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเกรซ ทำให้นางเอกเข้าใจแล้วว่า คำเตือนของแดเนียลนั้นหมายถึง “ความตาย” ที่รอคอยเธออยู่

ระหว่างที่เกรซตกอยู่ในเกมแมวไล่จับหนูสุดอันตราย คนดูก็เริ่มได้ทำความเข้าใจความลับของครอบครัวเลอ โดมาสทีละเล็กทีละน้อย ถึงความเป็นมาเป็นไปของตระกูลนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกชาย ความขัดแย้งระหว่างประเพณีอันแสนโบร่ำ โบราณกับวิธีคิดของคนสมัยใหม่ จนนำไปสู่ความโกลาหล มุกตลกร้ายที่เกิดจากความเข้าใจผิด เป็นต้น

ความสนุกสนานที่ผู้ชมจะได้รับจาก Ready or Not ไม่ได้อยู่แค่เพียงฉากการไล่ล่าอันแสนดุเดือด แต่การได้ทำความเข้าใจถึงความลับประจำตระกูลที่อยู่บนความก้ำกึ่งระหว่างตำนานประจำครอบครัวหรือจริงๆแล้วเป็นเรื่องขี้โม้ที่ถูกกุขึ้นมาเอาไว้รักษาธรรมเนียมที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปมที่ถูกคลี่คลายออกมาและสามารถอุดรอยรั่วของเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดอย่างสุดเซอร์ไพรส์

ภาพยนตร์

รีวิว Midway ประวัติศาสตร์ ผู้กำกับ “โรแลนด์ เอมเมอริช”

รีวิว Midway ประวัติศาสตร์ ผู้กำกับ “โรแลนด์ เอมเมอริช”
รีวิว Midway ประวัติศาสตร์ฉบับเอนเตอร์เทน แค่พูดชื่อผู้กำกับ “โรแลนด์ เอมเมอริช” บรรดารายชื่อหนังโลกาวินาศก็จะลอยมาในความทรงจำของเราอย่างไม่ขาดสาย อาทิ Independence Day, The Day After Tomorrow และ 2012 เป็นต้น แต่นอกจากหนังแนวโลกถล่ม แผ่นดินทลายแล้ว เขายังเคยทำหนังแนวข้องแวะเกี่ยวประวัติศาสตร์มาก่อนเช่นกัน แต่ในประเทศไทยไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็น Anonymous ซึ่งตั้งคำถามถึงการมีตัวตนของนักเขียนผู้เป็นตำนานอย่าง “วิลเลียม เชคสเปียร์” ว่าผลงานของเขานั้น เขียนขึ้นมาด้วยตัวของเขาเองหรือแท้ที่จริงแล้วเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของใครบางคน หรือหนังอย่าง Stonewall ที่หยิบเอาเหตุการณ์จริง อันว่าด้วยการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBT ในปี 1969 จนกลายเป็นเหตุจลาจลสโตนวอลล์ เป็นต้น

ทว่า เวลาที่ผู้กำกับอย่าง “โรแลนด์ เอมเมอริช” นำประวัติศาสตร์มาขึ้นจอหนัง เรื่องราวในหนังของเขามักจะไม่ได้เน้นตื้นลึกของประวัติศาสตร์สักเท่าไหร่ ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องราวมักจะถูกนำเสนอแบบเล่าผ่านๆไม่ได้เจาะจงในแง่มุมใดเป็นพิเศษ อาจจะกล่าวได้ว่าหนังของเขามีลักษณะหยิบเอา “เส้นเรื่องหลักของประวัติศาสตร์” มาเล่าแบบผ่านๆเป็นฉากๆเพื่อนำไปสู่เหตุการณ์ต่อไปเสียมากกว่า

เช่นเดียวกันกับหนัง Midway ที่เราอาจจะกล่าวได้เลยว่า มันเป็นหนังประวัติศาสตร์ที่เล่ายุทธการมิดเวย์ได้แบบตื้นๆแตะๆ การวาดภาพขาวดำแบบชัดเจน อเมริกาตัวเอก ญี่ปุ่นตัวร้าย แบบโต้งๆไม่ต้องหาพื้นที่สีเทาให้คนดูปวดหัว หนังจึงเริ่มต้นปูเรื่องราวความขัดแย้งตั้งแต่เหตุการณ์เครื่องบินญี่ปุ่นได้ถล่มอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์จนราบเป็นหน้ากลอง ความสูญเสียครั้งนั้นจึงทำให้กองทัพอเมริกาต้องโต้กลับญี่ปุ่น

ระหว่างทางของเรื่องหนังจึงโฟกัสไปที่บรรดานักบินฝีมือดี ที่ต้องรับมือกับการรุกรานของทหารชาวญี่ปุ่น ซึ่งตลอดทางหนังก็จะใส่ฉากการต่อสู้ทางอากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจ ฉากเครื่องบินรบบินโฉบเฉี่ยวกัน การชิงไหวชิงพริบระหว่างทหารอเมริกาและทหารญี่ปุ่น แต่หนังให้น้ำหนักกับตัวละครฝรั่งอเมริกาเสียมากกว่า เพราะคนดูแทบไม่มีโอกาสได้เห็น “ตัวทหารญี่ปุ่น” ในเครื่องบินด้วยซ้ำไป ซึ่งยิ่งเพิ่มความรู้สึกให้คนดูว่าฝั่งตรงข้าม “ไม่ใช่คน” มากกว่าเดิม

จุดเด่นประการสำคัญของ Midway น่าจะอยู่ที่บรรดานักแสดงนำของเรื่อง ที่อาจจะเรียกได้ว่ามันเป็นหนังรวมดาราชายหน้าตาหล่อเหลาตั้งแต่รุ่นพ่อยันรุ่นลูกกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเดนนิส เควด ที่เป็นนายทหารรุ่นเก๋า หรือรุ่นกลางลงมาได้แก่ แพทริค วิลสัน ลุค อีแวนส์ เอ็ด สไครน์ และแอรอน เอ็คฮาร์ท รุ่นกำลังโตหล่อน่ากิน อาทิ คีนน์ จอห์นสัน นิค โจนาส และดาร์เรน คริส เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาสาวๆที่ตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ก็คงจะฟินกับความหล่อของนักแสดง ส่วนหนุ่มๆก็จะสนุกไปกับความตื่นเต้นของฉากต่อสู้

ภาพยนตร์

รีวิว Gemini Man งานด้านภาพที่จะคมกริบ เทคนิคพิเศษ

รีวิว Gemini Man งานด้านภาพที่จะคมกริบ เทคนิคพิเศษ

รีวิว Gemini Man จริงอยู่ว่าโปรเจกต์ นั้นเคยถูกวางแผนการสร้างเอาไว้ตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ไม่เอื้อโอนต่อการทำเทคนิคพิเศษในการจำลองใบหน้านักแสดงคนเดียวกันแต่ต่างช่วงอายุกัน ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้รับการสร้างจนกระทั่งปี 2019

น่าเสียดายตรงที่ว่าเมื่อ Gemini Man ที่ออกฉายในปีนี้ แม้ว่างานด้านภาพจะคมกริบ เทคนิคพิเศษ น่าสนใจแค่ไหนก็ตาม แต่ความน่าอึดอัดที่สุดก็คือการที่ผู้ชมถูกบังคับให้นั่งจ้องหน้ากับวิล สมิธ อยู่ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ใช้การโคลสอัพใบหน้านักแสดงอยู่บ่อยครั้งจนอยากเบือนหน้าหนีจากจอภาพยนตร์

ยิ่งไปกว่านั้นบทภาพยนตร์ที่ว่าด้วยการตามล่าตัวเองนั้น ถูกเล่าเรื่องราวได้อย่างราบเรียบ ใกล้เคียงกับคำว่า น่าเบื่อ ชวนง่วงหงาวหาวนอน กว่าที่ฉากแอ็คชั่นที่ตัวเอกสองช่วงอายุจะมาปะทะกัน หนังก็ผ่านเลยไปถึง 40 กว่านาทีแล้ว แถมช่วงเวลาก่อนหน้านั้น หนังก็ยัดทะนานไปด้วยบทสนทนาที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเรื่องราวในภาพรวมนัก

ทันทีที่หนังเริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับจูเนียร์ ร่างวัยเด็กของเฮนรี่ โบรแกน (วิล สมิธ) ว่าเขาคือร่างโคลนนิ่ง ที่เคลย์ (ไคลฟ์ โอเว่น) พ่อเลี้ยง สร้างเขาขึ้นมา เราก็แทบจะหมดความสนใจในตัวหนัง เนื่องจากมันแทบไม่มีลูกล่อลูกชนอะไรให้เรารู้สึกว่า Gemini Man มีอะไรแปลกใหม่ที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าเรื่องโคลนนิ่งมานำเสนอให้กับผู้ชมในยุคนี้เลยสักนิดเดียว

ในยุคสมัยที่หนังเกี่ยวกับการ โคลนนิ่ง มีให้ดูกันแทบชินตา Gemini Man คือหนังที่เชย ตกยุค และปราศจากความบันเทิง อีกทั้งแง่มุมที่พยายามชี้ชวนให้คนดูขบคิด ที่ว่าด้วยการที่มนุษย์เราจะทำอะไรถ้าหากมีโอกาสได้บอกตัวเองในอดีต ตัวละครอย่างเฮนรี่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการที่เขาจะบอกให้จูเนียร์เติบโตขึ้นมาด้วยความเป็นตัวเองและเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งนอกจากจะไม่กินใจ ซ้ำซาก ยังฟังดูเป็นบทที่เขียนมาเพื่อยัดใส่ปากตัวละครแบบทื่อๆด้วยซ้ำไป

ท้ายที่สุดแล้วเรายิ่งไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำไปว่านี่จะเป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ “อังลี่” ที่สั่งสมการทำหนังดราม่าคุณภาพมาแล้วหลายเรื่องอาทิ The Wedding Banquet, Eat Drink Man Woman, Sense and Sensibility, Brokeback Mountain กระทั่ง Life of Pi จนเรามองว่า Gemini Man น่าจะเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เราเคยดูการกำกับของผู้กำกับท่านนี้

Gemini Man มีความย่ำแย่มาตั้งแต่บทภาพยนตร์แล้ว ต่อให้ทิศทางในการกำกับจะนำเสนอภาพให้น่าตื่นตาแค่ไหน สุดท้ายเรื่องราวที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ก็ไม่อาจจะสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมได้อยู่ดี

 

ภาพยนตร์

รีวิว The Grudge รวมมิตร ชีวิตพัง ต่อยอด “คำสาป” จากบ้านอาถรรพ์

รีวิว The Grudge รวมมิตร ชีวิตพัง ต่อยอด “คำสาป” จากบ้านอาถรรพ์

แม้คำวิจารณ์ ในอเมริกาจะจวกยับว่า The Grudge ภาคนี้คือการตอกฝาโลงของแฟรนชายส์ผีดุ ประกอบกับรายได้ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ทว่าหลังจากที่เราได้ไปชมเนื้องานของผู้กำกับนิโคลัส เพช แล้ว กลับพบว่าหนังในภาคนี้มีการคิดใหม่ ตีความ และต่อยอด “คำสาป” จากบ้านอาถรรพ์ในญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ

“คำสาป” ในหนังภาคนี้ถูกตีความเหมือนเชื้อไวรัส มันถูกส่งต่อจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่งโดยอาศัยร่างมนุษย์เป็นพาหะในการแพร่ขยายความชั่วร้ายออกไป โดยตัวละครฟิโอนา แลนเดอร์ส (ทารา แลนเดอร์ส) คือหญิงสาวที่จับพลัดจับผลูเข้าไปในบ้านผีสิงที่ญี่ปุ่น โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าผีคาโยโกะได้สิงร่างเธอกลับมาด้วย

จุดเด่นของแฟรนชายส์ The Grudge (กระทั่งตั้งแต่สมัยต้นฉบับ Ju-on) คือการที่หนังเลือกจะเล่าเรื่องราวแบบไม่เรียงตามลำดับเวลา มีการตัดสลับของเหตุการณ์ต่างๆเพื่อให้คนดูปะติดปะต่อภาพรวมทั้งหมดด้วยตัวเอง เหตุการณ์ในหนังภาคนี้จึงดำเนินเรื่องราวภายในระยะเวลาตั้งแต่ปี 2004 ไปจนถึงอีกหลายปีหลังจากนั้น

หนังเริ่มต้นเหตุการณ์กับนักสืบหญิงมัลดูน (แอนเดรีย ไรส์โบโรห์) ผู้มาทำคดีสืบสวนคดีของลอร์นา มูดี้ (แจ็คกี้ วีฟเวอร์) ในรถยนต์ ซึ่งสภาพศพของเธอมีสภาพกระดูกหักตัวบิดเบี้ยวและแห้งกรังอย่างน่าสะพรึง ยิ่งเธอสืบลึกลงไปเธอกลับพบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมยกครัวที่บ้านริมถนนเรย์เบิร์นเมื่อหลายปีก่อน

เมื่อเราเห็นวิถีชีวิตของหลากหลายตัวละครใน The Grudge ภาคนี้ หากเราเจาะลึกลงไปแล้วจะพบว่า พวกเขาต่างต้องรับมือกับปัญหาครอบครัวที่หนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักสืบมัลดูนเองที่ยังคงโศกเศร้ากับการสูญเสียคนรักไปเพราะโรคร้ายแถมยังต้องเลี้ยงลูกชายด้วยตัวคนเดียว นักสืบกู๊ดแมน (เดเมียน บิเชียร์) คู่หูของมัลดูนที่ยังคงฝังใจกับการสูญเสียคู่หูคนเก่า, ปีเตอร์ สเปนเซอร์ (จอห์น โช) ชายหนุ่มที่ปรารถนาจะมีลูกแต่ภรรยาของเขากำลังประสบปัญหามีลูกยากและลูกที่เกิดมาอาจจะประสบภาวะร่างกายบกพร่อง ,วิลเลียม (ฟรานกี้ ไฟสัน) ชายวัยไม้ใกล้ฝั่งที่ตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านที่เขาเชื่อว่ามีผีสิง เพียงเพราะภรรยาเฟธ (ลิน เซย์) ที่ใกล้จะเสียชีวิตลง อาจจะกลายเป็นวิญญาณที่อยู่ในบ้านหลังนี้และมาอยู่เป็นเพื่อนเขาต่อไป

ตัวละครใน The Grudge ภาคนี้นอกจากพวกเขาจะต้องรับมือกับ อาถรรพ์ สุดเฮี้ยนแล้ว การรับมือกับปัญหาชีวิตครอบครัวก็ดูจะเป็นเป็นปัญหาที่หนักหน่วงและหนักอึ้งจนทำให้ชีวิตของพวกเขาแทบพังพินาศและล่มสลาย หลังจากที่หนังจะเผยให้เห็นถึง “ผลจากคำสาป” เราจึงได้เข้าใจว่า บางทีการตีความความหมายคำสาปร้ายของผู้กำกับนิโคลัส เพช อาจจะหมายถึงตัวเร่งปฏิกิริยาภายใต้จิตสำนึกของตัวละครในหนังภาคนี้ก็เป็นได้