keyboard_arrow_right
ภาพยนตร์

รีวิว Mad Max: Fury Road : โลกของคนคลั่ง ผู้กำกับ จอร์จฟ มิลเลอร์ฟ

รีวิว Mad Max: Fury Road : โลกของคนคลั่ง ผู้กำกับ จอร์จฟ มิลเลอร์ฟ

หลังจากมีปัญหาจากการถ่ายทำล่าช้ากันมานานแสนนาน Mad Max รวมถึงปัญหาของการที่ตัวหนังใช้เกินงบประมาณไปมาก แต่ในตอนนี้ท้ายสุดแล้วมันก็เสร็จสิ้นมาให้คนดูชมกันเสียที สำหรับหนังภาคต่อภาคที่ 4 ของคนคลั่ง Mad Max: Fury Road ที่งานนี้ได้ ทอม ฮาร์ดี้ มารับบทนำแทน เมล กิ๊บสัน ในภาคเก่าครับ

ซึ่งงานนี้ตัวหนังในภาคนี้ยังคงได้ผู้กำกับ จอร์จ มิลเลอร์ กลับมารับหน้าที่กำกับเหมือนเคย หลังจากหนีไปทำอนิเมชั่น Happy Feet อยู่นานสองนาน มาตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาอัดแน่นเต็มที่กับหนังเกี่ยวกับโลกสุดเถื่อนแห่งนี้ ซึ่งก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นคนที่ค่อนข้างชอบภาค The Road Warrior มาก และยกให้มันเป็นหนังที่มีฉากขับรถไล่ล่าที่ดีที่สุดเรื่องนึง รวมถึงความบ้าระห่ำในด้านเทคนิคการถ่ายทำอีกด้วย จนไม่คิดว่าจะมีหนังเรื่องนี้มาเทียบเท่ามันได้อีกแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ประวัติศาสตร์ก็ต้องมีการถูกทำลาย เมื่อล่าสุดผมก็ต้องขอยกให้หนังภาค 4 ของหนังชุดนี้สามารถเทียบเคียงภาค 2 ได้อย่างไม่น่าอายสำหรับ Mad Max: Fury Road

โดยถ้าหากจะให้ยกย่องตัวหนังเรื่องนี้สั้นๆภายใน 2 คำ คงไม่มีคำไหนดีเกินกว่าคำว่า ‘โคตรมันส์’ เพราะต้องเรียกเลยว่านี่เป็นประสบการณ์การดูหนังที่บันเทิง และน่าตื่นตาที่สุดในรอบหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของด้านเทคนิคการถ่ายทำที่รถที่มาขับไล่ล่า ชนกันกระจายทั้งหมดนั่นเป็นของจริง จะมีใช้ซีจีก็แค่ฉากพายุทราย และ แขนของ ชาร์ลีศ เธอรอน เท่านั้น มันจึงทำให้ฉากแอ็คชั่นทั้งหลายในหนังเรื่องนี้ดูสด เถื่อน และแน่นอนที่สุดว่าตัวหนังสามารถตัดต่อเอาฟุตเทจที่ถ่ายสุดยากแสนหินกลางทะเลทรายเหล่านี้มาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังแอ็คชั่นมันส์ๆเรื่องนึงได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนผมขอยืนยันเลยว่าถ้าหากคุณจะซื้อป๊อปคอร์นเข้าไปกิน คุณจะไม่ได้กินอย่างแน่นอน เพราะคุณจะต้องมัวแต่นั่งอ้าปากค้างกับฉากแอ็คชั่นที่อัดแน่นมาตั้งแต่ต้นจนจบของหนังเรื่องนี้ และนอกเหนือจากฉากแอ็คชั่นอันน่าทึ่ง สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกอย่างคือตัวหนังยังสามารถผลักดันประเด็น เฟมินิสต์ และการกดขี่ของเพศหญิง ในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ออกมาได้อย่างน่าค้นหา ผ่านเรื่องราวที่ชัดเจน และรวมถึงการวางตัวละครทั้งทีมคนพิการจากเหล่า อิมมอร์ตั้น โจ หรือวิถีการดำเนินชีวิตของเหล่า วอร์ บอย อีกด้วย อ่านต่อ

ภาพยนตร์

รีวิวหนังแอนิเมชั่นที่เข้าชิงตุ๊กตาทอง Song of the Sea : ภาพประกอบที่มีชีวิต

รีวิวหนังแอนิเมชั่นที่เข้าชิงตุ๊กตาทอง Song of the Sea : ภาพประกอบที่มีชีวิต

บนเวทีออสการปีล่าสุดที่ผ่านมานี้ Song of the Sea ในบรรดาแอนิเมชั่นที่เข้าชิงตุ๊กตาทอง นอกจากที่คนไทยรู้จักกันดีอย่างหุ่นขาวอวบเบย์แม็กซ์ และไวกิ้งขี่มังกร 2 แล้ว Song of the Sea ที่โดดเด้งด้านสไตล์ภาพงามงด ตั้งแต่ยามแรกรู้จัก ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และเมื่อได้ลองใช้เวลาจนจบก็พบว่า หนังเรื่องนี้ควรค่าอย่างยิ่ง ที่นักเรียนศิลปะ-นักศึกษาภาพยนตร์ ไปจนถึงคุณผู้ชมทุกท่าน สมควรรับชม

ถ่ายทอดเรื่องราว เบน หนุ่มน้อยเซ็งโลก มีหมาอ้วนเป็นเพื่อน อาศัยอยู่กับพ่อที่บ้านประภาคารติดทะเล อีกทั้งยังจำใจต้องดูแล เซียร์ช่า น้องสาวที่ไม่ยอมพูดจา ตั้งแต่วันที่แม่จากไป และทิ้งเปลือกหอยอันเขื่องไว้เป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายให้เบน แต่แล้ว เซียร์ช่า ก็ได้ค้นพบมันพร้อมๆกับเสื้อโค้ทขาว ที่เมื่อสวมใส่แล้วจะทำให้เธอกลายร่างเป็น “เซลกี้” ครึ่งคนครึ่งแมวน้ำ และสัมผัสได้ว่าตัวเอง มีความสัมพันธ์ประหลาดบางอย่างกับท้องทะเล และภูติมหัศจรรย์ที่เรียกกันว่าชาวกายสิทธิ์ แต่มีขาวย่อมมีดำ แม่มดร้ายทรงพลัง ก็ปรารถนาในตัวเธอด้วยเหมือนกัน

ว่ากันอย่างคร่าวๆ ก็ไม่แปลกนักหากจะมีกลิ่นอายจินตนาการเพ้อฝัน ท่องโลกเทพนิยายแบบละมุนละไมคล้ายสไตล์การ์ตูนจิบลิ เพราะผู้กำกับ ทอมม์ มัวร์ ได้แรงบันดาลใจมาจาก Spirited Away และ My Neighbor Totoro ผสมผสานกับตำนานดั้งเดิมของชาวไอริช อันนำมาซึ่งสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กับการเลือกใช้ภาพในลักษณะที่แตกต่างจากแอนิเมชั่นสมัยนิยมทั่วๆไป

ในขณะที่ค่ายยักษ์ใหญ่ต่างแข่งกันสมจริง 3 มิติ และเน้นรายละเอียดของฉากรอบข้าง จนคล้ายหนังคนแสดงเข้าไปทุกวัน หนังมาในทางที่แตกต่าง ด้วยการใช้ภาพ 2 มิติ ผสมผสานแต่งเติมฉากหลังด้วยสีน้ำสุดละมุน ไม่จดจ่อกับความสมจริงจนแข็งเกร็ง เต็มไปด้วยลวดลายพิถีพิถัน ดูคล้ายดังภาพประกอบในหนังสือ The Art of ของบรรดาหนังเรื่องต่างๆ แต่ความพิเศษอยู่ที่ภาพประกอบเหล่านี้ ต่างเคลื่อนไหวได้ไหลลื่น เป็นธรรมชาติ รับใช้แนวคิด รวมไปถึงสร้างบรรยากาศ ได้อย่างมีสไตล์เฉพาะตัวและน่าตราตรึงใจ อ่านต่อ

ภาพยนตร์

รีวิวหนังสยองขวัญ Unfriended : ใช้สมองก่อนนิ้ว แบลร์ ที่แชทสไกป์กับเพื่อนๆ

รีวิวหนังสยองขวัญ Unfriended : ใช้สมองก่อนนิ้ว แบลร์ ที่แชทสไกป์กับเพื่อนๆ

อาจจะอ่านแล้วดูพิลึกไปสักหน่อย แต่คงต้องบอกกับคุณผู้ชมว่า แม้การรับชมในโรงภาพยนตร์จะให้อารมณ์เต็มเปี่ยมเพียงใด แต่กับ Unfriended เรื่องนี้ หากคุณอยากอินกับมันจริงๆ การดูผ่านจอคอมพิวเตอร์ เสียบหูฟัง และปิดไฟในห้องให้มืดสนิท ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมทีเดียว

Unfriended ถ่ายทอดเรื่องราวของ แบลร์ ที่แชทสไกป์กับเพื่อนๆ ในแก๊งตามประสาวัยรุ่น ก่อนที่จะมียูเซอร์ลึกลับนาม บิลลี่ 227 โผล่เข้ามาให้ห้องแชท แบบไล่ยังไงก็ไม่ไป จนทุกคนเริ่มสงสัยว่าผู้ลึกลับนี้อาจเป็น ลอร่า บาร์นส เพื่อนสาวผู้จากไปด้วยการฆ่าตัวตาย อันเนื่องมาจากความอับอายต่อคลิปหลุดในเว็บไซต์ บิลลี่ 227 แสดงเจตจำนงจะหาต้นตอคนโพสคลิปดังกล่าว ด้วยการข่มขู่ บีบบังคับ และเมื่อทุกคนทำนิ่งไม่รู้เรื่อง มันก็ค่อยๆ แฉความลับ และนำความสยองขวัญมาเยือนทีละคนๆ

ความโดดเด่นของ Unfriended คือการที่หนังไม่มัวย่ำอยู่กับที่ ในขนบขายความสยองที่เห็นกันดาษดื่น แต่เลือกใช้วิธีที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างประสบการณ์จริง และทำให้คนดูเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าคือของจริง มิใช่การถ่ายทำ ดังที่ตัวอย่างรุ่นพ่ออย่าง The Blair Witch Project ใช้กลวิธีพบฟุตเทจลับ หรือหนังยุคใหม่อย่างการมอง Paranormal Activity ผ่านการวงจรปิด ดังนั้น การที่ Unfriended จะถ่ายทอดเรื่องราวทั้งเรื่องผ่านมุมมองที่เรากำลังมองตรงไปยังจอคอมพิวเตอร์ และเห็นเหตุการณ์ของคนอื่นผ่านเว็บแคมนี้ จึงไม่ใช่เรื่องสดใหม่ในความเป็น “เรียลลิตี้” แต่มันก้าวตามทันยุคสมัย ที่คนเราใช้เวลากดไลค์ มากกว่าพบปะกันได้อย่างน่าชื่นชม

แต่วิธีนำเสนอแปลกตาดังกล่าว ก็เป็นดังดาบสองคม เพราะหากว่ากันตามปกติวิสัยแล้ว ยามใดที่เรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่แสดงผลเป็นสารพัดโปรแกรมซ้อนกันไปมา นั่นเท่ากับว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างบนนั้นได้ แต่ทว่า Unfriended เป็นหนัง และคนดูไม่มีสิทธิจะไปยุ่มย่ามสั่งการอันใด ทำได้แค่มองดูความเป็นไปของมันเรื่อยๆ อ่านต่อ

ภาพยนตร์

รีวิว Tomorrowland : โลกสวยด้วยมือเรา เรื่องราวของ แฟรงค์ – อดีตเด็กอัจฉริยะ

รีวิว Tomorrowland : โลกสวยด้วยมือเรา เรื่องราวของ แฟรงค์ – อดีตเด็กอัจฉริยะ

หลังจากเลื่อนฉายจากปีที่แล้ว จนมาลงเอยที่ปีนี้เพราะต้องการทำซีจีให้สวยกว่าเดิม สำหรับ Tomorrowland หนังคนแสดงเรื่องที่ 2 ของผกก. แบรด เบิร์ด ที่โด่งดังจากอนิเมชั่นค่ายพิกซาร์อย่าง The Incredibles ตอนนี้ก็เข้าฉายมาให้เราชมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่องราวของ แฟรงค์ – อดีตเด็กอัจฉริยะ (คลูนีย์) ผู้เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ และ เคซี่ (บริตต์ โรเบิร์ตสัน) สาวน้อยผู้ปราดเปรื่อง, มองโลกในแง่ดี,และมีความกระหายใคร่รู้ทางวิทยาศาสตร์ ต้องร่วมภารกิจสุดอันตรายในการไขปริศนาของ­สถานที่ลึกลับที่อยู่ที่ไหนซักแห่งในห้วงเ­วลาและอวกาศที่รู้จักแค่ชื่อที่ถูกเรียกขา­นว่า “ทูมอโรว์แลนด์” สิ่งที่เขาต้องทำที่นั่นจะเปลี่ยนแปลงโลก และพวกเขาไปตลอดกาล

โดยแน่นอนว่าหลังจากหันไปทำหนังสายลับจนได้รับคำยกย่องจนแทบเหลือคราบผู้กำกับ อนิเมชั่น สดใส มาคราวนี้เขาถูกดึงตัวกลับบ้านที่ ดิสนี่ย์ อีกครั้ง เพื่อกำกับหนังเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงแน่นอนว่าคงไม่แปลกใจถ้าหากโทนหนังเรื่องนี้จะออกมาหวานแหววในสไตล์ดิสนี่ย์เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของการสร้างโลกอนาคต, การพูดถึงประเด็นหนัง และ ระดับความสนุกที่หนังมอบให้เรา โดยที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าตัวหนังนั่นแย่ เพียงแต่ส่วนตัวผมกลับคิดว่า ถ้าหากใครที่มีอายุอานามเกิน 15 ปีขึ้นไปแล้ว น่าจะค่อนข้างสนุกกับหนังได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก เพราะทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะทำมาเพื่อเด็กไปเสียทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการที่มันเปรียบเสมือนการเป็นโฆษณาในทางอ้อมสำหรับปลุกปั้นให้เด็กรุ่นใหม่ หันมามีความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้น หรือแม้แต่ฉากแอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ตบตี และความเป็นไซไฟเนิร์ดจ๋า ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเจตนาในการสร้างของผู้กำกับจะไม่ดี หรือโลกสวยขนาดนั้น เพียงแต่ว่าถ้าหากเทียบกับผลงานเรื่องก่อนๆ โดยเฉพาะตอนที่ทำกับอนิเมชั่นในพิกซาร์ เรายังกลับรู้สึกว่ามีการพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างใหญ่ และมีวิธีการสร้างเอนเตอร์เทนให้คนดูได้ดีกว่านี้ อ่านต่อ

 

ภาพยนตร์

รีวิวหนังแนวย้อนยุค พีเรียต A Little Chaos : ความรักต่างชนชั้น

รีวิวหนังแนวย้อนยุค พีเรียต A Little Chaos : ความรักต่างชนชั้น
หลังจากเจอเธอใน Insurgent มาคราวนี้ เคท วินเสลต ขอกลับมาเป็นนางเอกบ้านๆธรรมดาเต็มตัวบ้าง กับผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง A Little Chaos ที่งานนี้เธอโคจรกลับมาเจอกับ อลัน ริคแมน ที่แสดงเป็นตัวประกอบในเรื่อง และยังกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองอีกด้วยหนังเป็นเรื่องราวของนักออกแบบภูมิทัศน์สวนหญิง มาดามซาบีน เดอ บาร์รา (เคท วินสเลต) ที่ได้รับการว่าจ้างโดยสถาปนิกชื่อดัง เลอ นอร์ต(มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์) ให้ทำงานอันทรงเกียรติในการเนรมิตรสวนอันงดงามให้กับพระราชวังแวร์ซายของพระ เจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายใต้เวลาที่แสนจำกัด นับเป็นภารกิจที่สร้างความกดดันให้กับซาบีนเป็นอย่างมาก ท่ามกลางอุปสรรครอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ที่แสนเข้มงวดของราชสำนัก และเหล่าศัตรูแฝงกายอยู่รายล้อม ซาบีนจะทุ่มเทความสามารถและความมุ่งมั่นในตัวเอง พิสูจน์ให้เห็นว่าผลงานของเธอสามารถจะชนะใจกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้ได้
โดยถ้าหากพูดถึงหนังแนวย้อนยุค พีเรียตแบบนี้ สิ่งแรกที่ตัวผมจะหวังไว้เป็นอย่างสูง ไม่ว่าตัวบท หรือโครงสร้างของหนังจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องทำให้ดีให้ได้คือแง่ของ คอสตูม และ โปรดัคชั่น เพราะมันเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของหนังในตระกูลนี้อย่างแท้จริง และก็ดูเหมือนว่า A Little Chaos จะค่อนข้างทำตามจุดประสงค์ที่ผมตั้งไว้ได้ดีตามมาตรฐาน ถึงแม้จะเป็นผลงานการกำกับของ อลัน ริคแมน ผู้ผันตัวมาจากนักแสดงก็ตาม ซึ่งทั้งคอสตูม และ โปรดัคชั่น งานออกแบบพระราชวังแวร์ซายในหนังเรื่องนี้ล้วนแล้วสวยงาม ไร้ที่ติ สามารถจัดได้ว่าเป็นหนังที่ดูเพื่อหวังจะเห็นอะไรสวยๆ งามๆได้อย่างไม่เสียสายตา อ่านต่อ
ภาพยนตร์

รีวิว City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ ถูกสร้างมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดัง

รีวิว City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ ถูกสร้างมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดัง

นับว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ถูกสร้างมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังมาหลายครั้งหลายเวอร์ชั่น สำหรับ City Hunter ที่ล่าสุดฝรั่งเศสนำมาสร้างใหม่ในชื่อ Nicky Larson et le parfum de Cupidon หรือชื่อไทยที่ว่า สายลับคาสโนเวอร์ งานกำกับจากฝีมือ ฟิลลิเป ลาโชว์ (Philippe Lacheau) ที่นั่งแท่นกำกับและแสดงนำด้วยตัวเอง โดยงานนี้แฟนชาวไทยไม่ต้องห่วงเรื่องภาษา ไม่ต้องอ่านซับ เพราะสหมงคลฟิล์มได้ น้าต๋อย เซมเบ้ และ พันธมิตร มาร่วมให้เสียงพากย์ในครั้งนี้ เชื่อว่าความตลกไม่แพ้ต้นฉบับแน่นอน

City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ ว่าด้วยเรื่องราวของ นิกกี ลาร์สัน บอดี้การ์ดขั้นเทพ และเป็นนักสิบเอกชนฝีมือฉมัง เขาได้รับการติดต่อให้รับภารกิจสุดอันตรายในการนำน้ำหอมแห่งคิวปิดกลับคืนมา ว่ากันว่าน้ำหอมนี้จะทำให้ผู้ใช้เกิดความหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น งานนี้ไม่ธรรมดาเพราะต้องพบกับศัตรูฝีมือฉกาจจะฮาและเพี้ยนแค่ไหนมาดูกัน

เรียกได้ว่า City Hunter ในเวอร์ชั่นนี้ถือเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงที่สนุกมากที่สุดอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เนื่องจากองค์ประกอบหลายๆ อย่างนั้นถือว่ามีความพอเหมาะพอดี โดยเฉพาะในเรื่องของความตลกที่ได้จากการพากย์เสียงของ น้าต๋อย เซมเบ้ และ พันธมิตร ที่มีความลงตัวไม่ได้ล้นเกินไป ทำให้ภาพรวมของหนังออกมาฮาอย่างที่หวัง ถึงแม้ว่าบางมุกมันจะเฉิ่มเชยไปบ้างก็ตาม อ่านต่อ

ภาพยนตร์

รีวิว Doubting Thomas ศรัทธาแห่งรักจากหัวใจ เรื่องราวของคู่รักผิวขาว

รีวิว Doubting Thomas ศรัทธาแห่งรักจากหัวใจ เรื่องราวของคู่รักผิวขาว

นับเป็นหนังดรามานอกกระแสที่ชวนตีตั๋วเข้าไปชมในโรงภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง สำหรับ Doubting Thomas หรือที่มีชื่อไทยว่า ศรัทธารักจากหัวใจ ฝีมือการกำกับ เขียนบท และแสดงนำโดย วิลล์ แม็กแฟดเดน (Will McFadden) ร่วมด้วยนักแสดงสาว ซาราห์ บัตเลอร์ (Sarah Butler) ซึ่งหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง

Doubting Thomas ศรัทธารักจากหัวใจ ว่าด้วยเรื่องราวของคู่รักผิวขาวที่อยากมีลูกเพื่อเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบ แต่มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดเมื่อลูกของพวกเขาออกมาเป็นทารกผิวสี แม้จะรักใคร่และเชื่อใจกันมากแค่ไหนหัวใจก็ต้องมีอันสั่นคลอน พวกเขาจึงได้สืบหาความจริงและแก้ปัญหานี้จนนำไปสู่เรื่องราวที่ซับซ้อน

เรียกได้ว่าพล็อตเรื่องก็น่าดูแล้ว เพราะหากว่ากันตามวิทยาศาสตร์แล้วการที่พ่อแม่ที่เป็นคนผิวขาวจะมีลูกเป็นผิวสีนั้นเป็นไปได้น้อยมาก จึงชวนขบคิดเป็นอย่างยิ่งว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงต่างจากพ่อแม่ ดังที่เห็นในตัวอย่างชวนให้คิดว่าสุดท้ายแล้วภรรยาเป็นชู้กับเพื่อนสนิทซึ่งเป็นคนผิวสี หรือแท้จริงแล้วเด็กคนนี้เป็นลูกของพวกเขาจริงๆ แต่มีความผิดพลาดทางพันธุกรรมเกิดขึ้น

แน่นอนว่าหนังได้เฉลยปมดังกล่าวไว้อยู่แล้ว ซึ่งกว่าจะเดินทางไปถึงจุดไคล์แม็กซ์ที่ว่านั้น ถือว่าหนังดำเนินเรื่องได้ดี มีความเข้มข้น ดรามาจัดเต็ม ทั้งยังเสนอความเป็นไปได้ต่างๆ ทำให้คนดูอย่างเขวไปหลายยก โดยเฉพาะพฤติกรรมของตัวละครที่ชวนให้คิดหนัก และมีบางช่วงก็มีความเนิบนาบไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วน่าจะถูกใจคอหนังดรามามากทีเดียว อ่านต่อ

ภาพยนตร์

รีวิว Departures จะรักใครอย่าให้หัวใจต้องดีเลย์ เรื่องราวของ แคลวิน

รีวิว Departures จะรักใครอย่าให้หัวใจต้องดีเลย์ เรื่องราวของ แคลวิน

เป็นอีกหนึ่งหนังฟีลกู้ดที่เข้าฉายในบ้านเรา สำหรับ Departures จะรักใครอย่าให้หัวใจต้องดีเลย์ ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องที่สามของ ปีเตอร์ ฮัชชิงส (Peter Hutchings) ที่ได้นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และสาวแกร่ง เมซี วิลเลียมส์ (Maisie Williams) จากซีรีส์ดัง Game of Thrones มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการเรียนรู้ความหมายของชีวิตผ่านมิตรภาพของทั้งคู่ในครั้งนี้

Departures จะรักใครอย่าให้หัวใจต้องดีเลย์ ว่าด้วยเรื่องราวของ แคลวิน ทำงานเป็นดูแลสัมภาระที่สนามบิน แต่ด้วยความเป็นคนขี้กังวล เขาจึงได้ไปเข้ากลุ่มบำบัดให้กำลังใจผู้ที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเสียชีวิต ที่นั่นเขาได้พบกับ สกาย เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ทั้งสองได้สนิทสนมกันและเรียนรู้ถึงชีวิตที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว

ขณะเดียวกันแคลวินก็ได้ตกหลุมรัก อิซซี แอร์โฮสเตสสาวสุดสวยที่เปลี่ยนมุมมองการมองโลกของเขาไป พบกับเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนรักกับเพื่อนรักที่ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เขาจะได้เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของชีวิต

หากช่วงนี้ต้องการเสพหนังที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต หรือเติมพลังในวันที่เหนื่อยล้า เชื่อว่า Departures ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ด้วยแนวหนังที่มีความตลกผสมการผจญภัยและดรามานิดๆ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในเรื่องนี้ออกมาลงตัวมากๆ ทุกๆ อารมณ์อยู่ในโหมดกำลังดี ทั้งยังได้เรียนรู้และเฝ้ามองมิตรภาพของคนที่เป็นเรื่องอันดีงาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีไม้ลายมือของเหล่านักแสดงนำ ไม่ว่าจะเป็น เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่เราสามารถเชื่อฝีมือเขาได้อยู่แล้ว จากผลงานที่ผ่านมาไม่ว่าจะแนวไหนก็เอาอยู่ การได้มาเห็นเจ้าตัวในลุคนี้ที่ต้องเป็นคนขี้กังวล ขี้กลัว ขี้ขลาด ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นคนแบบนั้นจริงๆ อ่านต่อ

ภาพยนตร์

รีวิว Berlin, I love you ความรักที่หลากหลายในเมืองเบอร์ลิน

รีวิว Berlin, I love you ความรักที่หลากหลายในเมืองเบอร์ลิน

กลับมาอีกครั้งกับภาพยนตร์รักมหานครแห่งรัก สำหรับ Berlin , I love you ที่รวมเอาภาพยนตร์ขนาดสั้น ถ่ายทอดเรื่องราวความรักออกมา 10 ตอน โดยครั้งนี้จะมาถ่ายทอดเรื่องราวในเมืองหลวงแห่งเยอรมันอย่างเมืองเบอร์ลิน ซึ่งงานนี้หนังมีผู้กำกับถึง 11 คนเลยทีเดียว ทั้งยังได้นักแสดงเบอร์ใหญ่มาร่วมงานเพียบ นำโดย เคียรา ไนท์ลีย์ (Keira Knightley), เฮเลน มิร์เรน (Helen Mirren) และ อีวาน รอน (Iwan Rheon)

แน่นอนว่าหากใครเคยได้ชมเรื่องราวความรักที่เป็นโปรเจกต์ใหญ่ถ่ายทำและมีการดำเนินเรื่องในเมืองใหญ่อย่าง Paris, je t’aime (2006) และ New York, I Love You (2008) ซึ่งเป็นโปรเจกต์เดียวกันนี่ก็พอจะทราบดีว่ามันเป็นเรื่องราวความรักที่น่าประทับมากทีเดียว โดยเฉพาะความหลากหลายที่เกิดขึ้นของแต่ละคู่ เรียกได้ว่าเติมเต็มความสุขได้อย่างดี

เช่นเดียวกันกับ Berlin, I love you ที่คราวนี้หนังไปพาสำรวจวิถีชีวิตและความงามของเมืองเบอร์ลินที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดอีกเมืองหนึ่งในโลก ผ่านความรักหลายรูปแบบ และเรื่องนี้มีความพิเศษมากขึ้นไปอีก เพราะหนังไม่ได้เล่าเรื่องรักระหว่างหนุ่มสาวหรือความพิศวาสที่เกิดขึ้นจากคนสองคนเท่านั้น หนังยังได้เผยเรื่องราวความรัก ความเมตตา ของมนุษย์ที่หาได้มีเรื่องเซ็กส์มาเกี่ยวข้อง

เรียกได้ว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเบอร์ลินนี้มีครบรสทุกรสชาติ หนึ่งล่ะคือความอิ่มเอมใจจากการเสพเรื่องราวดีๆ ความดรามาในบางตอนก็ทำเอาน้ำตาซึมได้เหมือนกัน แถมหนังยังมีการร้อยเรียงเอาทุกตัวละครม่ารวมฉากกันได้อย่างลื่นไหล อ่านต่อ

ภาพยนตร์

รีวิว SisterS กระสือสยาม เรื่องราวของพี่น้องคู่หนึ่ง โมราสาวน้อยวัย 16 ปี

รีวิว SisterS กระสือสยาม เรื่องราวของพี่น้องคู่หนึ่ง โมราสาวน้อยวัย 16 ปี

เรื่องย่อ Sisters ว่าด้วยเรื่องราวของพี่น้องคู่หนึ่ง โมราสาวน้อยวัย 16 ปี เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติกับร่างกายของเธอที่ออกอาการจนน่าสงสัยมากขึ้นทุกที เธอกำลังถูก ราตรี นางพญากระสือที่ต้องการร่างกระสือเพื่อให้น้องของเธอสวยขึ้น ดังนั้น วีณา Sisters พี่สาวของโมราก็ต้องออกมาปกป้องน้องสาวของตนเองก่อนที่จะเสียเธอไปตลอดกาล “วีณ..เค้าเป็นอะไรกันแน่”

การถ่ายทำ
ก็มันไม่สวยอะนะครับ มุมกล้องก็งั้นๆดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วรู้สึกว่าหนังคุมโทนสีหนังของตัวเองไม่อยู่ บางฉากสีก็จืดแต่บางฉากสีสดใสซะงั้น แล้ว CG ก็ค่อนข้างแข็งกระด้างและลอยหนักมาก movement ของหน้ากับตัวไม่ค่อยไปด้วยกันแล้วเวลาบินอย่างกับแมงวัน แต่ CG เวลาถอดหัวก็ไม่ได้แย่ก็น่ากลัวๆดี แล้วสิ่งที่แย่ที่สุดน่าจะเป็น Soundtrack ของหนังที่เหมือนจะทำให้เราตกใจแต่มันกลับทำให้เราปวดหูแทน เสียงจะเป็นแนว จี๊ดดดดด เหมือนเอาเหล็กมาขูดกันแล้วใช้เสียงนั้นเป็น Jumpscare แล้วเสียงดังๆครับ คือมันค่อนข้างปวดหูเนอะคิดว่าใช้เป็นเสียงตุ้มๆ ไรอย่างนี้ก็ได้ อยากเตือนไว้เนอะฉากลิฟต์ให้ปิดหูรอเลยถ้าไม่ปิดมีปวดหูแน่ๆ

นักแสดง
นักแสดงนำทั้งสองคนคิดว่า มิวนิคทำได้ดีน่ารักมีเสน่ห์เล่นดีอารมณ์ได้แต่โจโจ้ที่เป็นนักแสดงนำครับ…โจโจ้รู้สึกว่ายังแสดงกระด้างๆแล้วก็พูดติดๆขัดๆไม่เป็นธรรมชาติแล้วก็ไม่ค่อยเชื่อถือว่าเธอจะเป็นนักสู้ปีศาจที่ถูกฝึกมาอย่างยาวนานเท่าไหร่เนื่องจากร่างกายของเธอดูไม่เข้ากับคาเร็กเตอร์เลยร่างกายดูอ่อนแอเกินไปกว่าจะเป็นนักสู้ได้แต่ถ้าบวกลบแล้วก็คิดว่าคนนี้แสดงได้ไม่น่าเกลียดครับเพราะมีซีนอารมณ์ที่เล่นกับลุงคิดว่าซีนนั้นเล่นดีเลยละอารมณ์ส่งถึงแต่รู้สึกว่าซีนอื่นยังกระด้างๆบ้างคิดว่าถ้าแสดงให้คงเส้นคงวาหน่อยก็น่าจะเป็นนักแสดงที่ดีคนหนึ่งเลย แล้วนักแสดงรุ่นใหญ่หลายๆท่านอย่าง หญิง รฐาที่เล่นเป็นนางพญาก็เล่นดีนะแต่บทไม่ค่อยส่งให้เธอได้มีบทบาทอะไรมากเท่าไหร่

ความรู้สึกหลังรับชม
มีความรู้สึกว่าหนังมันไม่ค่อยสนุกครับ ดูการเดินเรื่องอืดๆเนือยๆเรื่อยๆไปแบบไม่ค่อยมีจุดหมายอะไรเท่าไหร่แล้วพล็อตก็ดูไม่ค่อยมีไรกลวงๆโบ๋ๆหนังก็เลยไปเน้นแอคชั่นที่มันดู(ไม่ดี) แล้วรู้สึกว่าหนังทำให้คนดูรู้สึกตรงกันข้ามกับสิ่งที่ต้องเป็นเลยฉากตอนไคลแม็กซ์มันควรลุ้นกลายเป็นว่าผมตลกครับ เพราะมันออกแนวเบอร์ใหญ่มากๆ แล้วฉากกระสือสู้กันก็แบบ…เหมือนอะไรบางอย่างกัดกันอะนะ อ่านต่อ