keyboard_arrow_right
keyboard_arrow_right
รีวิว แอนิเมชั่น The Sceret Life of pet 2 มหกรรมความน่ารักคูณ2
Uncategorized

รีวิว แอนิเมชั่น The Sceret Life of pet 2 มหกรรมความน่ารักคูณ2

รีวิว แอนิเมชั่น The Sceret Life of pet 2 มหกรรมความน่ารักคูณ2

The Sceret Life of pet 2 มหกรรมความน่ารักคูณ2 ว่ากันตรงๆ แล้วสำหรับภาคแรกส่วนตัวผมเองนั้นค่อนข้างไม่ค่อยชอบซักเท่าไหร่ ถือเป็นแอนิเมชั่นของค่าย Illumination ที่เนื้อหาสำหรับเด็กเล็กเป็นหลัก ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่ามันจะมีภาคต่อออกมาจนได้ (แต่ก็ไม่แปลกเพราะภาคแรกก็ทำเงินไปกว่า 875 ล้านดอลล่าร์จากทุนสร้างแค่ 75 ล้านดอลล่าร์) เป็นอนิเมชั่นเรื่องที่ 2 นอกเหนือจาก Despicable Me ที่ได้มีการสร้างภาคต่อ

เนื่อเรื่องภาคนี้ว่าด้วย แมกซ์ จะต้องเผชิญกับปัญหาครั้งใหม่เมื่อเจ้าของนั้นได้แต่งงานและมีลูก ซึ่งแรกๆ แมกซ์ไม่ค่อยชอบเด็กแรกเกิดซักเท่าไหร่ แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นหลงรักน้อง และเป็นซี้กันในที่สุด ด้วยความที่แมกซ์ต้องการปกป้องน้อง ที่เป็นลูกของมนุษย์ให้ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลาทำให้เขากลายเป็นสุนัขที่เข้าขั้นวิตกกังวน จนเกิดเหตุ จนต้องมาพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาปล่อยวางลงได้

ในภาคนี้เนื้อเรื่องแบ่งเป็น 3 เส้นเรื่องชั้นเจนคือ 1.เรื่องราวของ Max และเด็กน้อยต้องออกเดินทางไปพักผ่อนที่ชนบท 2.เรื่องราวของ Gidget แฟนของ Max ที่ต้องผจญภัยในห้องที่เต็มไปด้วยแมวนับหลายสิบตัว เพื่อค้นหาของสำคัญที่ Max ฝากไว้ให้ดูแลแต่เธอทำมันหล่นหายเข้าไปในห้องนั้น 3.เรื่องราวของ Snowball กระต่ายเกรียนสุดน่ารักจอมขโมยซีน กับภาระกิจปลอมตัวเป็นฮีโร่ออกช่วยเหลือเหล่าสัตว์ผู้ตกอยู่ในความลำบาก

ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเจ้า Snowball คือตัวขโมยซีนแบบสุดๆ ถึงขั้นภาคนี้เพิ่มบทให้ Snowball เยอะขึ้นเป็นกอง มีเส้นเรื่องเป็นของตัวเอง และแย่งซีนแบบสุดๆอีกด้วย นับเป็นจุดเด่นที่ทำให้ภาคนี้สนุกขึ้นมามากว่าภาคก่อนซะด้วยซ้ำไป จากที่ผมเฉยๆกับภาคที่แล้วยังอดหลงรักในความน่ารักของเจ้า Snowball นี้ไปแล้ว

Secret Life of Pets หรือชื่อไทยว่า เรื่องลับแก๊งขนฟู ได้ทำรายได้ในภาคแรกไปอย่างถล่มทลาย ทั่วโลกถึง 875 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 27,317 ล้านบาท) จากทุนสร้าง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (หรือประมาณ 2,341 ล้านบาท) แน่นอนว่ามันต้องสร้างภาคต่อออกมา และก็เป็นอย่างที่คิด มันได้ถูกสร้างออกมาในปี 2019 ซึ่งด้วยความที่ภาคแรกมันทำออกมาได้ดีมาก เลยคาดหวังไว้สูงพอสมควร และด้วยความที่คาดหวังสูง ก็ผิดหวังอีกตามเคย

ในภาคแรก มันเป็นเรื่องราวการผจญภัยกับชีวิตลับๆ ที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ไม่ยาก ของเหล่าสัตว์เลี้ยง ที่ไม่ได้เล่นใหญ่เกินไป เรื่องราวไม่เยอะมาก มีมุกกับโมเม้นที่ซึ้ง พร้อมการเล่าเรื่องที่สนุกได้แบบลงตัว ซึ่งที่กล่าวมานั้นมันต่างจากภาคสองโดยสิ้นเชิง

ในภาคนี้ได้ตัดบทของเหล่าสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ในภาคแรกออกไปเยอะพอสมควรอย่างน่าเสียดาย แต่เพิ่มเติมด้วยการมีบทให้สัตว์ตัวใหม่ และเน้นบทให้ตัวเก่ามากขึ้น เช่นเจ้า Snowball เป็นต้น ซึ่งมันเพิ่มบทของเจ้านี่ซะกลบรัศมีพระเอกอย่าง Max ไปเลย เหตุผลที่เป็นแบบนี้ก็คงจะเพราะในภาคแรกผู้คนต่างชอบตัวละครอย่าง Snowball ในภาคนี้เลยให้มันเด่นไปซะเลย ซึ่งมันก็ดี แต่กลายเป็นว่าบทของตัวอื่นๆ ดูดร็อปและกลายเป็นตัวประกอบที่ดูไม่น่าจดจำเหมือนภาคแรกไปซะงั้น

ทางด้านการเล่าเรื่องในภาคนี้ หลายๆ อย่างดูขัดและแปลกไปหมด มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้น ทั้งการช่วยเสือ, การไปบ้านนอกของ Max และ Duke, การไปตามเอาลูกบอลสุดรักของ Max โดย Gidget คือทั้งหมดนั้นมันมีหลายเส้นเรื่อง แต่จะมาบรรจบกันในตอนท้าย แนวความคิดมันโอเคนะ แต่มันกลับถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดีเลยจริงๆ น้ำหนักในแต่ละเส้นเรื่องมันอ่อนมาก โดยเฉพาะเส้นเรื่องของ Max ที่ดูจะมีปัญหาที่สุด มันเหมือนพยายามจะปูเรื่องการใช้ชีวิต ให้แนวคิด แต่มันอ่อนเหลือเกิน อ่อนจนเกือบสัมผัสไม่ได้ รวมถึงตัวละครอย่าง Rooster ที่รู้สึกแปลกๆ ถึงการมีอยู่ เหมือนจะมีอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่มีอะไร เหมือนแค่ผ่านมาและผ่านไปเท่านั้น ทั้งหมดทั้งมวลหนังคงจะพยายามสื่อถึงการเติบโตขึ้น การเอาชนะความกลัว แต่จนถึงบทสรุป ประเด็นเหล่านั้นมันก็อ่อนเกินไปจริงๆ จนมันไม่ได้ซาบซึ้งหรือให้ข้อคิดกินใจเหมือนในภาคแรกเลย

จุดขายอีกอย่างนึงของภาคแรกคือมุกตลก พฤติกรรม และอากัปกริยาน่ารักของสัตว์ต่างๆ ซึ่งในเรื่องนี้รู้สึกว่ามุกตลกดร็อปจากภาคแรกเยอะมากๆ จุดที่ตลกที่สุดคือคลิปจริงของเหล่าสัตว์ในตอน End-Credit นั่นแหละ ส่วนทางด้าน พฤติกรรมและอากัปกริยา ในภาคนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว (แต่ก็ยังสู้ภาคแรกไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ)

สรุป The Secret Life of Pets 2 เหมือนกับเป็นหนังแค่ทำมาให้หายคิดถึงเท่านั้น เรื่องราวเหมาะกับเป็น side-story มากกว่าจะเป็นหนังหลักๆ สักเรื่องมากกว่า เพราะมันไม่มีอะไรสู้ภาค 1 ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถ้าให้ดูเอาเพลินๆ น่ารักๆ ก็พอจะได้อยู่แหละมั้ง ยังดีที่งานด้านภาพและการพากย์เสียงยังคงทำได้ดีอยู่ สำหรับเราแล้วค่อนข้างผิดหวังในระดับนึงเลยทีเดียว

 

ที่มา 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *