keyboard_arrow_right
keyboard_arrow_right
รีวิว หนังหายนะ Greenland – นาทีระทึก..วันสิ้นโลก โลกแตกตามคำทำนาย
Uncategorized

รีวิว หนังหายนะ Greenland – นาทีระทึก..วันสิ้นโลก โลกแตกตามคำทำนาย

รีวิว หนังหายนะ Greenland - นาทีระทึก..วันสิ้นโลก

Greenland หนังหายนะ ที่โดดเด่นในการชูประเด็นความเป็นมนุษย์ธรรมดา ได้อย่างเข้าใจน่าติดตามเป็นที่สุด

ช่วงหลังๆนี้ต้องบอกเลยว่า ทิศทางของการทำหนังหายนะต่างๆไม่ว่าจะเป็น อุกาบาตชนโลก / เอเลี่ยนบุก / แผ่นดินไหว / ภูเขาไฟระเบิด / โลกแตกตามคำทำนาย ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างมาหลากหลายครั้งนับไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะชูประเด็นการเอาตัวรอดในแบบผิวเผิน และดำเนินเรื่องในด้านภาพรวมของมุนษยชาติเป็นหลัก ตัดภาพสลับไปกับการดำเนินการช่วยเหลือของรัฐบาลแต่ละประเทศ

ซึ่งในเรื่อง Greenland นี้ขอสวนกระแสการเล่าเรื่องแบบในภาพรวมแล้วโฟกัสตัวละครหลักอย่างครอบครัวเล็กๆที่มีแค่เพียง พ่อแม่ ที่กำลังระหองระแหงจะเลิกกัน และลูกชายผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ที่ได้รับข้อความที่รัฐบาลแรนดอมให้ทั้งครอบครัวเป็นกลุ่มผู้อพยบไปยังหลุมหลบภัย เพื่อรอการเริ่มต้นใหม่หลังจากหายนะดาวตกพุ่งชนโลก ซึ่งกว่าจะไปถึงที่นั่นได้เกิดเห็นการผลิกผันมากมาย ทั้ง 3 ตัวละครหลักถูกจับให้แยกกัน และต้องเดินทางตามหากันให้ทันเวลา ก่อนที่หายนะจะทำลายล้างทั้งโลก

เอาเข้าจริงแล้วการที่ตัวหนังมาเล่าเรื่องแบบนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของการที่ต้องการประหยัดทุนสร้างฉากหายนะใหญ่ๆเวอร์อลังๆ แบบหนังสไตล์นี้เรื่องอื่นๆที่เคยทำมาก่อนหน้า แต่กลับกันสำหรับผม การที่ตัวหนังไม่ได้โฟกัสที่จะขายฉากหายนะเป็นหลัก แล้วประเด็นความสัมพันธุ์ระหว่างตัวละครเล่าแบบเบาบาง นั่นหลังๆผมค่อนข้างไม่อินเท่าไหร่ แต่สำหรับเรื่องนี้อินหนักมาก และโดนใจที่ผู้สร้างเลือกที่จะเล่าในรูปแบบนี้ 7.5/10

ตอนแรกลังเลว่าดูเรื่องอะไรดีระหว่างเทสล่ากับกรีนแลนด์ แต่เห็นแค่โปสเตอร์หนังว่าเป็นเจอราร์ด บัตเลอร์แสดง โปสเตอร์หนังสวยๆ อลังๆ น่าจะเป็นแนวหนังบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ฝ่าวิกฤตหนีตายดาวตกถล่มโลกอะไรประมาณนั้น เลยเข้าไปดู แล้วก็เริ่มรู้สึกแหม่งๆ ก็มุมกล้องแปลกๆ เฟรมภาพอึดอัดๆ เพลงที่ไม่รื่นหูเหมือนหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์ เริ่มได้กลิ่นความ “หนังเกรดบี” ออกมาหน่อยๆ ตั้งแต่การแสดงใดๆ ของนักแสดง การตัดต่อในการเล่าเรื่องเอย ภาษาภาพเอย มันช่างบีจนเกือบเหมือนหนังนักศึกษาฟอร์มยักษ์อย่างใดอย่างนั้น จนเริ่มรู้สึกชัดเจนว่านี่เราไม่ได้กำลังดูหนังฟอร์มยักษ์แบบที่เดวนย์ จอห์นสันหนีตายปนกู้วิกฤตจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวถล่มเมือง หรือหนังหนีตายอย่างหนังฟอร์มยักษ์ 2012 หรือแนวกระเตงลูกเอาชีวิตรอดเล่าเรื่องได้เฉียบวิ้งแบบ Quite Place หรือTrain to Busan อะไรประมาณนั้น แต่นี่มันช่างเป็นหนังที่โซบี….เวรี่บีเสียเหลือเกิน จะบอกว่าเป็นบีที่คัลท์เต็มไปด้วยแพชชั่นน่าติดตามเหมือน Evil Dead ก็ไม่ใช่ มันดูอึดอัดปนหงุดหงิดตรรกะความคิดของตัวละครซึ่งน่าจะมาจากบทที่ไม่ได้ทำให้เชื่อหรืออินตามขนาดนั้น ทำให้เกิดอารมณ์เวลาพยายามทำความเข้าใจเรื่องหรือตามตัวละครแบบ… “จริงดิ?” , “ไม่มั้ง…​ทำแบบนี้จริงๆ หรอ” , “อย่าเลย…” อยู่ตลอดเวลา และซีจีก็ยิ่งเศร้า ซึ่งจะบอกว่าเทียบหนังไทยสมัยนี้ก็ยังไม่ติดเลย นาคีเอย…แสงกระสือเอย… ขุนเดชเอย…. จอมขมังเวทย์เอย… ขุนแผนดาบฟ้าฟื้นเอย…ล้วนทำซีจีได้ดีกว่าเรื่องนี้มากๆ ยิ่งดูยิ่งหดหู่ยิ่งเศร้ายิ่งนึกถึงเรื่องเทสล่าว่าน่าจะดีกว่านี้ไหมน้า…..คิดอยู่แบบนี้ตลอดเวลา ถ้าใจไม่รักหนังแนวบีๆ แบบนี้จริงๆอาจทนไม่ไหว(เหมือนข้าพเจ้า) แต่ถ้าใครคลั่งไคล้หลงไหลเสพถึงก็เชิญได้เลยครับ น่าจะเอ็นจอยการได้ดูอะไรแบบนี้ในโรงภาพยนตร์ก็คงฟินสะใจดี

อ่านต่อ 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *