keyboard_arrow_right
keyboard_arrow_right
รีวิวภาพยนตร์อนิเมชั่น The Mitchells Vs. The Machines บ้านฉันฟัดจักรกล
Uncategorized

รีวิวภาพยนตร์อนิเมชั่น The Mitchells Vs. The Machines บ้านฉันฟัดจักรกล

The Mitchells vs. the Machines

บ้านมิตเชลล์ ปะทะ จักรกล ( The Mitchells vs. the Machines ) ภาพยนตร์อนิเมชั่น ฟอร์มยักษ์จากโซนี่ กำกับและเขียนบทโดย ไมเคิล ริอันด้า (Michael Rianda) ผู้เคยฝากผลงานอนิเมชั่นยอดเยี่ยมทางโทรทัศน์อย่าง แกร์วิตี้ฟอล (Gravity Falls) ขึ้นแท่นกำกับอนิเมชั่นเรื่องยาวเป็นครั้งแรก โดยมี ฟิล ลอร์ด และ คริส มิลเลอร์ นั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ควบคุมงานที่เคยฝากผลงานอนิเมชั่นของค่ายเดียวกันอย่าง มหัศจรรย์ลูกชิ้นตกทะลุมิติ (Cloudy with a Chance of Meatballs)

และโปรดิวเซอร์งานชนะรางวัลออสการ์อย่าง สไปเดอร์-แมน: ผงาดสู่จักรวาล-แมงมุม (Spider-Man: Into the Spider-Verse) พร้อมได้เสียงพากย์โดยนักแสดงอย่าง แดนนี แมคไบรด์, แอ็บบี้ เจค็อบสัน, มายา รูดอล์ฟ และนักแสดงหญิงผู้ได้รางวัลออสการ์จาก เดอะ เฟฟเวอริท อีเสน่ห์ร้าย อย่าง โอลิเวีย โคลแมน

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดต้องฉายโรงเมื่อเดือนกันยาปีก่อนในชื่อ CONNECTED แต่เพราะโควิดจึงต้องเลื่อนไปก่อนจะลงเอยด้วยการที่ ทุ่มทุนซื้อมาฉายในเดือนเมษายนรับวันหยุดที่สุด โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมอย่างล้นหลามโดยสื่อจากต่างประเทศ ในเมื่อมันเข้ามาถึงประเทศไทยที่มีพร้อมทั้งเสียงไทยเต็มรูปแบบ บางทีนี่อาจจะเป็นม้ามืดอีกเรื่องของโซนี่เลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเรามาอ่านเรื่องย่อกันก่อนเลย

 

บ้านมิตเชลล์ดูเผิน ๆ นั้นอาจจะเป็นเพียงครอบครัวธรรมดาแถมเพี้ยนสุดกู่ ไม่มีอะไรที่ดูดีเลยสักอย่าง แม้แต่คนในครอบครัวยังไม่กล้าหันหน้าเข้าหากัน แต่เมื่อทริปของบ้านมิตเชลล์สู่มหาวิทยาลัยภาพยนตร์ของลูกสาวคนโตอย่าง เคที่

ต้องจบลงอย่างกะทันหัน เมื่อเกิดหายนะขึ้นจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุม ครอบครัวที่มีรอยห่างระหว่างความสัมพันธ์จึงต้องจับมือกันฟันฝ่าวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเจอมาให้ได้ ก่อนที่โลกทั้งใบจะถูกจักรกลยึดครองจนไม่เหลือซาก ปัญหาสำคัญคือ

พวกเขาทั้งห่วยและไม่มีอะไรที่เข้าข่ายการเป็นฮีโร่เลยสักนิด แผนการที่ไม่มีความรัดกุมจึงนำมาซึ่งเรื่องราวสุดประทับใจที่จะเป็นบทเรียนสำคัญที่จะเชื่อมตัวให้ครอบครัวที่ห่างเหินกลับมารวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง แม้จะเป็นท่ามกลางหายนะวันจักรกลยึดโลกก็ตาม”

 

อนิเมชั่นเรื่องนี้มีความโดดเด่นมากตรงการเล่าเรื่องที่แบ่งสัดส่วนออกอย่างลงตัว โดยในช่วงแรกหนังจะใช้เวลาปูตัวละครต่าง ๆ ใส่ปมความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นระยะ พร้อมทั้งผลักดันประเด็นความสำคัญของเทคโนโลยีเข้ามาเล่าแบบแทรก ๆ ยังไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ก็มีฉากให้เศร้าใจ น้ำตารื้นพอ ๆ กับประเด็นของครอบครัวที่อาจจะยังไม่คลี่คลาย

ก่อนที่หนังจะเปลี่ยนตัวเองเป็นหนังแนวโร้ดทริปสไตล์ขับรถไปตามที่ต่าง ๆ และมีการใส่ฉากความสัมพันธ์ของครอบครัวแบบที่เห็นกันอย่างชัด ๆ ซึ่งช่วงนี้จะยังไม่ค่อยมีอะไรมาก กระทั่งหนังจะปาฉากไซไฟสุดอลังที่ไม่มีให้เห็นในตัวอย่างมาเริ่มเดินเรื่องอย่างรวดเร็ว เมื่อตัวละครต้องพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด กลายเป็นหนังแบบวันสิ้นโลก

แต่ก็ยังไม่ทิ้งประเด็นของครอบครัว อีกทั้งยังรักษามุกตลกที่ใส่มาอย่างถูกจังหวะที่บางครั้งตอนดูก็ไม่ได้คิดว่าจะขำ แต่ก็ขำออกมาได้หลายฉาก อาจเพราะจังหวะจะโคนของเรื่องราวมันมีความตลกบนความจริงจัง เมื่อหนังต้องการให้เรารู้สึกตามตัวละครนั้น ๆ

ซึ่งผมมองว่านี่เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในอนิเมชั่นดิสนีย์ที่ผมมองว่าพยายามโฟกัสประเด็นหนึ่งจนดูเป็นอนิเมชั่นสำเร็จรูป แต่มันมีเอกลักษณ์การเล่าเรื่องของตัวเองเป็นแบบที่ว่า ถ้าตอนแรกอนิเมชั่นเรื่องนี้ตั้งใจทำเป็นหนังเวอร์ชั่นคนแสดงก็ไม่มีอะไรกังขาเลย เพราะพล็อตกับส่วนผสมมันลงตัวมากตั้งแต่ต้นจนจบ  ufa

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *