keyboard_arrow_right
keyboard_arrow_right
รีวิวหนัง The Greatest Showman – โชว์แมนบันลือโลก
ภาพยนตร์

รีวิวหนัง The Greatest Showman – โชว์แมนบันลือโลก

หนังโชว์แมนบันลือโลก The Greatest Showman จากท้องถนนสู่โชว์แมนผู้ยิ่งใหญ่ พีทีบาร์นัม (ฮิวจ์ แจ็คแมน) ขอท้าทายอคติของผู้คนด้วยการจัดโชว์ละครสัตว์สุดยิ่งใหญ่ร่วมกับฟิลลิป คาไลล์ (แซค แอฟรอน) ดาราบรอดเวย์ตกอับจนเขาและทีมงานได้มีโอกาสแสดงต่อหน้าพระพักตร์ของพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษสร้างชื่อเสียงให้คณะของเขามากมาย จนกระทั่งการเข้ามาของเจนนี่ ลินด์ (รีเบคกา เฟอร์กูสัน) นักร้องโอเปร่าสาวสวยทำให้บาร์นัมเปลี่ยนไปจนคนรอบข้างของเขาโดยเฉพาะ แชริตี้ (มิเชล วิลเลียมส์) ภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาต้องหาทางทำให้บาร์นัมค้นพบคุณค่าของความฝัน จินตนาการและหัวใจของโชว์ที่เขาหลงลืม

จะว่าไปเรื่องราวของ พีทีบาร์นัม ชายผู้เป็นเหมือนบิดาของธุรกิจบันเทิงอเมริกาก็เพียบพร้อมไปด้วยดราม่าที่สามารถทำเป็นหนังสนุกๆได้อยู่แล้วคือมีทั้งดราม่าชายสู้ชีวิต ความรักที่ต้องฟันฝ่า หรือแม้กระทั่งสารการเมืองอย่างเรื่องสีผิวและเผ่าพันธุ์ที่เป็นประเด็นร่วมในหนังฮอลลีวูดปี 2017 แทบทุกเรื่อง แต่กระนั้นบทหนังของ เจนนี่ บิคส์ ที่ร่วมเขียนกับ บิล คอนดอน ผู้กำกับและเขียนบทที่มีผลงานมิวสิคัลดังๆอย่าง Chicago (2002) และ Dreamgirls (2006) ก็เลือกจะไปเน้นสร้างฉากโชว์เพื่อบอกเล่าเกร็ดชีวิตของบาร์นัมมากกว่าเลยทำให้บทหนังเองขาดความรัดกุมในการเล่าเรื่องราวชีวิตตัวละครแต่ละตัว เราเลยไม่ได้รู้ว่าชีวิตของบาร์นัมมีตื้นลึกหนาบางยังไงเพราะหนังก็เลือกจะเล่าชีวิตของเขาและคนรอบข้างในมุมสว่างไปเสียหมดเลยทำให้ตัวละครขาดมิติจนเรื่องราวขาดความสมเหตุสมผลไปมากพอสมควร ดังนั้นหากใครคาดหวังที่จะเห็นหนังดราม่าที่บอกเล่าเรื่องราวชายสู้ชีวิตแบบเจาะลึกชีวิตตัวละครเผชิญวิบากกรรมแบบเอาเป็นเอาตายนี่คงไม่ใช่หนังที่เหมาะกับคุณแน่ๆ

ตรงกันข้ามนี่คือหนังมิวสิคัลร่วมสมัยที่เหมือนลูกผสมระหว่างภาพยนตร์และมิวสิควีดีโอที่ใช้เพลงมาบอกเล่าช่วงชีวิตตัวละครเป็นช่วงๆ ซึ่งยอมรับเลยว่าหลายช่วงตอนของหนังได้กลิ่นความเป็นมิวสิคัลเว่อร์วังอลังการแบบหนังของผู้กำกับบาซ เลอห์มานอย่าง Moulin Rouge (2001) ที่เล่าเรื่องความรักของนักเขียนหนุ่มกับดาราสาวในยุค 1899 ที่ปารีส และเนื่องด้วยยุคสมัยในหนังที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน เราเลยได้เห็นร่องรอยการบูชาครูตั้งแต่งานออกแบบเสื้อผ้าของเอลเลน มิรอจนิค ไปจนถึงการออกแบบโชว์ที่ไม่ไร้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์เลยทำให้ทุกฉากตอนของหนังสร้างความตื่นตาตื่นใจได้เป็นอย่างดี

ความยากของการทำมิวสิคัลคงหนีไม่พ้นการออกแบบต่างๆในหนัง ซึ่งก็โชคดีสำหรับ The Greatest Showman ที่แม้ ไมเคิล เกรซี ผู้กำกับหน้าใหม่จะมีผลงานเพียงมิวสิกวีดีโอและโฆษณาเท่านั้นแต่ทีมงานเบื้องหลังของหนังล้วนแต่ผ่านงานหนังเจ๋งๆมาแล้วทั้งสิ้นตั้งแต่ เบนจ์ พาเซค และจัสติน พอล ที่เพิ่งได้ออสการ์จาก La La Land (2016) มาแต่งเพลงสุดฮึกเหิมให้หนังควบคู่ไปกับงานประพันธ์ดนตรีประกอบของ จอห์น เดบนีย์ (The Jungle Book) และจอห์น ทราพาเนเซ (Straight outta Compton) จนได้ลูกผสมระหว่างความเป็นพ็อพและมิวสิคัลแบบงานคาร์นิวัลจนทำให้โชว์ของคณะละครสัตว์ในเรื่องดูคึกคักแต่ไม่ด้อยความคลาสสิกเลยแม้แต่น้อย อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *