keyboard_arrow_right
keyboard_arrow_right
ทำความเข้าใจ หนังการเมือง สุดเดือด The Trial of the Chicago 7
Uncategorized

ทำความเข้าใจ หนังการเมือง สุดเดือด The Trial of the Chicago 7

The Trial of the Chicago 7

ทำความเข้าใจ หนังการเมือง สุดเดือด The Trial of the Chicago 7 “ในปี 1861 ลินคอล์นพูดตอนเข้ารับตำแหน่งว่า เมื่อใดที่ราษฎรรู้สึกว่าใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไม่ได้ เมื่อนั้นราษฎรย่อมใช้สิทธิ์แห่งการปฏิวัติเพื่อปลดหรือขับไล่รัฐบาลนั้น”

คำกล่าวของหนึ่งในแกนนำการชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนาม สะท้อนให้เห็นว่า สิทธิในการชุมนุมเป็นเรื่องพื้นฐานที่ประชาชนสามารถทำได้ ขณะเดียวกัน เสียงตะโกนก้องของกลุ่มผู้ชุมนุมดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงว่า “The whole world’s watching!” เบื้องหน้าศาลที่จะพิจารณาคดีเอาผิดแกนนำการชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนาม เพื่อย้ำเตือนว่า ทั้งโลกกำลังจับจ้องมาที่คดีนี้อยู่

ตามหลักพื้นฐานแล้ว อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ จะแยกขาดออกจากกันเพื่อรักษาสมดุลในการบริหารประเทศเอาไว้ แต่จะเป็นอย่างไร หากเกิดการแทรกแซงกันขึ้นมา

The Trial of the Chicago 7 ภาพยนตร์จาก Netflix กำกับโดยแอรอน ซอร์กิ้น (Aaron Sorkin) ที่สามารถร้อยเรียงเนื้อเรื่องและบทสนทนาออกมาได้อย่างเฉียบคม อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในช่วงปี 1968 ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาฟ้องร้องแกนนำการชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนาม ซึ่งเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในข้อหาปลุกระดมให้เกิดการจลาจล กลายเป็นคดีการเมืองสุดเลื่องชื่อของสหรัฐฯ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ The Trial of the Chicago 7 เป็นที่จับตามองกันอย่างมาก คือการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2021 ถึง 5 สาขา ได้แก่ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม สาขากำกับภาพยอดเยี่ยม สาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และรางวัลใหญ่ที่สุดอย่าง สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ยิ่งกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนที่จะทำให้เราเข้าใจว่า จะเป็นอย่างไร หากอำนาจบริหารแทรกแซงอำนาจตุลาการ?

จุดเริ่มต้นของคดี Chicago Seven

สงครามเวียดนาม เป็นประเด็นถกเถียงที่ยิ่งใหญ่ทั้งในสหรัฐฯ และสังคมโลกเอง ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หยิบยกการพิจารณาคดีระหว่างกลุ่มแกนนำการชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนามกับรัฐบาลขึ้นมาเล่าเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวในครั้งนั้น

ต้องเท้าความก่อนว่า เหตุการณ์การประท้วงนี้ เกิดขึ้นในปี 1968 ซึ่งในยุค 60 นั้น มีเหตุการณ์ลอบสังหารคนสำคัญทางการเมืองในสหรัฐฯ ถึง 2 คน นั่นคือประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) ที่ถูกลอบยิงเสียชีวิตในปี 1963 และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งถูกลอบสังหารในปี 1968 ดังนั้น การเมืองของสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้นจึงมีความอ่อนไหวค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ในช่วงปีดังกล่าว ยังเป็นยุคสงครามเย็นที่สหรัฐฯ ส่งทหารจำนวนมากไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม กินงบประมาณของประเทศไปอย่างมหาศาล ทั้งยังมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จนเกิดคำถามว่า รัฐบาลจะส่งคนไปร่วมรบในประเทศที่ ‘คนอเมริกันไม่สามารถชี้พิกัดบนแผนที่ได้’ ไปทำไม

ในช่วงที่เกิดการประท้วงนี้ เป็นช่วงเดียวกับที่ ลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) ประธานาธิบดีคนที่ 36 ของสหรัฐฯ ผู้เป็นตัวแทนจากพรรคเดโมแครต จะไม่ลงเลือกตั้งในสมัยที่สอง และกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง ทางพรรคเดโมแครตจึงต้องหาตัวแทนคนใหม่ ไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับ ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ตัวแทนจากฝั่งรีพับลิกัน

แน่นอนว่า กลุ่มผู้ประท้วงต้องการให้พรรคเดโมแครตเลือก ยูจีน แม็คคาร์ธีร์ (Eugene McCarthy) ผู้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าต่อต้านการเข้าร่วมสงครามเวียดนามของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประท้วงไปรวมตัวกันกดดันพรรคเดโมแครตที่ ‘ชิคาโก’ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานประชุมของพรรคเดโมแครต อันมีเพื่อคัดเลือกตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน

กลุ่มผู้ประท้วงมีหลากหลายกลุ่มและหลากหลายแนวคิด แต่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือการยุติสงคราม และไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่จัดชุมนุม ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีคนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาร่วมชุมนุมกันที่ชิคาโกอยู่ดี

แม้จะไม่ได้รับอนุญาต แต่การชุมนุมนั้นเป็นไปอย่างสงบและสันติ ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ประกาศเคอร์ฟิวในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งมีคำสั่งการให้ตำรวจกว่า 12,000 นาย กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิแห่งอิลลินอยส์ 5,600 นาย และทหารอีก 5,000 นาย ให้เข้ามาประจำในพื้นที่

ซีนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ พาเราไปเห็นเหตุการณ์อันเป็นชนวนให้เกิดเหตุจลาจล เมื่อหนึ่งในแกนนำการชุมนุมถูกจับกุมตัวไป สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก พวกเขาเดินขบวนไปยังสถานีตำรวจ หวังกดดันให้เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยตัวแกนนำ แต่เจ้าหน้าที่ก็ตรึงกำลังพร้อมรับมือไว้แล้ว แกนนำที่เหลือจึงต้องพาผู้ชุมนุมเดินกลับ เพื่อรักษาความปลอดภัย แต่พอกลับไปยังจุดที่เคยเป็นพื้นที่ประท้วง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ายึดพื้นที่ไว้แล้ว กลายเป็นว่า ในวันที่ 28 สิงหาคม ปี 1968 การชุมนุมถูกสลายด้วยแก๊สน้ำตาและกระบองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตก็เลือกแม็คคาร์ธีร์ ผู้ประกาศว่าจะยุติสงครามเวียดนามขึ้นมาเป็นตัวแทน ตามที่ผู้ชุมนุมหวังไว้ ถึงอย่างนั้น ผู้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้นก็คือ นิกสัน แล้วในปี 1969 รัฐบาลของประธานาธิบดีนิกสัน ก็สั่งฟ้องผู้นำการประท้วงทั้ง 8 คน ในข้อหาสมคบคิดกันก่ออาชญากรรมด้วยการเดินทางข้ามเส้นแบ่งเขตรัฐเพื่อจงใจปลุกระดมให้เกิดการจลาจล กลายเป็นคดีที่มีชื่อว่า ‘Chicago Seven’ (ตอนหลัง 1 ใน 8 ที่ถูกฟ้องร้อง ได้รับการพิจารณาว่าคดีแยกต่างหาก จึงเหลือเพียง 7 คน)

 

ดูหนังออนไลน์  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *